
2 อินฟูลฯด้อมส้ม เห็นต่างกรณีส่งจำเลยคดีข่มขืนสมัครสส. ‘ใบตองแห้ง’ ชี้หย่อนยาน ส่วน’ปิ่นแก้ว’จวกไม่ยี่หระเหยื่อ
วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.48 น.
2 อินฟูลฯด้อมส้ม เห็นต่างกรณีส่งจำเลยคดีข่มขืนสมัคร สส. ‘ใบตองแห้ง’ ชี้มาตรฐานหย่อนยาน แต่’ปิ่นแก้ว’จวกยับไม่ยี่หระเหยื่อ มุ่งแต่ชัยชนะ
เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 กรณีศาลฎีกาพิพากษาจำคุก นายธีระวัฒน์ พรรณะ ผู้สมัคร สส.พรรคประชน เขต 1 จ.มหาสารคาม ฐานข่มขืนกระทำชำเรา ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาชน
โดยนายอธึกกิต แสวงสุข หรือ “ใบตองแห้ง” นำประเด็นนี้ไปโพสต์ในเฟซบุ๊กว่า “เรื่องผู้สมัคร สส.มหาสารคามไล่ดูคร่าวๆจากคำพิพากษาและโพสต์ทนาย (ซึ่งก็เป็นคนส้มกันเอง)พรรคยึดหลักคดียังไม่ถึงที่สุดยังเป็นผู้บริสุทธิ์โดยคงดูประกอบกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ ซึ่งประเด็นสำคัญน่าจะเป็นเรื่องผลตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลไม่พบหลักฐานการข่มขืน แต่พอถึงชั้นศาลฎีกาเห็นว่าอาจเป็นเพราะตรวจหลังเกิดเหตุหลายชั่วโมง และถูกมอมยา ศาลฎีกาจึงพลิกว่าผิด
ขณะที่ทนายโพสต์ว่า ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ ก็เห็นว่า จำเลยยอมรับว่า มีอะไรกับผู้เสียหายซึ่งเป็นนักร้องในสังกัดของตัวเอง ยอมรับว่ามีคนพาผู้เสียหายหนีออกมาจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นพฤติกรรมผิดปกติ ถ้ายึดมาตรฐานเดียวกับปูอัด (ผู้ช่วย) ก็ไม่เหมาะสมจะเป็นผู้สมัคร
แยกมุมมองคือ พรรคฟังจากผู้สมัครและจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ว่า สมยอม ไม่ได้ข่มขืน ผลตรวจร่างกายไม่พบว่าใช้กำลัง (และคงคิดว่าแนวคำพิพากษาออกมาแบบนี้น่าจะพ้นผิด) แต่ฝั่งทนายเห็นว่า ไม่เหมาะสมตั้งแต่แรกเพราะมีอะไรกับคนในสังกัดตัวเอง คำให้การมีพิรุธ (ในมุมนี้ ต่อให้ศาลฎีกายกฟ้องก็ไม่เหมาะสมอยู่ดี)
มันเป็นปัญหามาตรฐานที่กำหนดไว้สูง แล้วต้องเป็นบรรทัดฐาน พรรคกำหนดมาตรฐานสูงไว้ตั้งแต่แรก ในกรณีปูอัด ในกรณีผู้สมัครกับโฆษกพรรคอื่น ว่าถึงไม่ใช่การใช้กำลังข่มขืนก็ผิด
พอมาหย่อนกับผู้สมัครรายนี้ (แม้โดยหลักกฎหมายคดียังไม่ถึงที่สุด)ก็เลยต้องรับผลกระทบอย่างที่เห็น”
ต่อมา ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แชร์โพสต์ดังกล่าวของ นายอธึกกิต พร้อมระบุว่า “ขออนุญาตเห็นต่าง เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องการกำหนดมาตรฐานอะไรเลย แต่เป็นเรื่องวิธีคิด และทรรศนะคติ ที่ไม่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องเพศ สิทธิทางเพศ ไม่ยี่หระต่อความเจ็บปวด การถูกล่วงละเมิดทางเพศของเหยื่อ ของพวกผู้บริหารและกรรมการบริหารพรรคประชาชน ขนาดทนายของเหยื่อ ซึ่งเป็นอดีตกรรมการสรรหาผู้สมัครสส.ในขณะนั้นทักท้วง ฝ่ายบริหารชายเหล่านี้ ก็ยังเพิกเฉย ไม่สนใจ หากเลือกที่จะเอาชะตากรรมทางเพศของผู้หญิงมาเป็นเดิมพันเพื่อชัยชนะการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว การเมินเฉยเสียงทักท้วงของคนที่เป็นกรรมการสรรหาผู้สมัครสส. ของฝ่ายบริหารพรรคปชน. ยังสะท้อนปัญหาการรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจภายในพรรค และชวนให้ตั้งคำถามถึงโครงสร้างการบริหารที่ไม่โปร่งใส ไม่เป็นประชาธิปไตยของพรรค เพราะกรณีนี้ ไม่ใช่กรณีแรก ที่พรรครู้ปัญหามาโดยตลอด แต่เลือกที่จะปัดตกเสียงทักท้วงของสมาชิกที่เสียงไม่ดัง และไร้อำนาจ
การออกมาขอโทษเหยื่อพอเป็นพิธีของโฆษกพรรค และเพียงจะนำกรณีนี้ไปทบทวนกระบวนการคัดสรรผู้สมัครให้รัดกุมขึ้น จึง pathetic มาก
ฝ่ายบริหารชายเหล่านี้ ไม่เพียงจำเป็นต้องได้รับการศึกษาและปลูกฝังจิตสำนึก และสามัญสำนึกทางด้านสิทธิทางเพศอย่างเร่งด่วนและจริงจัง แต่ยังควรถูกประนามในผลงานการตัดสินใจที่ผ่านมา นอกจากนี้ การบริหารภายในพรรค จำเป็นต้องปฏิรูปอย่างถึงรากถึงโคน ให้สมาชิกสามารถมีส่วนร่วม มีสิทธิมีเสียง และพ้นจากการผูกขาดอำนาจการตัดสินใจของผู้นำไม่กี่คน”