
จากคูหาสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ‘4 สูตร คำตัดสิน’ คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.16 น.
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ข้อถกเถียงเรื่องบาร์โค้ดในบัตรบัญชีรายชื่อ และ QR Code ในบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ยังไม่ปิดฉาก เสียงตั้งคำถามค่อย ๆ ขยับจากวงสนทนาทางการเมือง ไปสู่กระบวนการตามกฎหมาย
มีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบว่าการออกแบบบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและ QR Code นั้น กระทบหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ประเด็นนี้จึงเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาอย่างเป็นทางการ
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งถูกขอให้ชี้แจงรายละเอียด ทั้งในเรื่องวัตถุประสงค์ของบาร์โค้ดและ QR Code วิธีจัดเก็บต้นขั้วบัตร ตลอดจนกระบวนการควบคุมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
เดิมกำหนดให้ส่งข้อมูลภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ต่อมามีการขอขยายเวลา ผู้ตรวจการแผ่นดินอนุญาตให้ถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 โดยย้ำว่าหลังจากนั้นจะพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ปรากฏ หากเห็นว่ามีประเด็นต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็จะดำเนินการตามขั้นตอน
เส้นตายวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 จึงกลายเป็นจุดสำคัญ เพราะอาจเป็นก้าวสุดท้ายก่อนเรื่องจะถูกส่งต่อถึงศาลรัฐธรรมนูญ
คำถามที่รอคำตอบมีเพียงข้อเดียว บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ทำให้การลงคะแนน “ไม่ลับ” ตามความหมายของกฎหมายหรือไม่
หากผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แนวทางคำวินิจฉัยที่ถูกประเมินกันมี 4 สูตร
สูตรแรก ศาลไม่รับคำร้อง เห็นว่าไม่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญหรือไม่มีมูลเพียงพอ แนวทางนี้ถูกพูดถึงอยู่บ้าง แต่หลายฝ่ายมองว่าน้ำหนักไม่มากนัก เพราะประเด็นเกี่ยวข้องกับหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้ง
สูตรที่สอง ศาลรับคำร้อง และวินิจฉัยว่าการมีบาร์โค้ดและ QR Code ไม่ได้กระทบหลักการลงคะแนนลับ การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ยังคงชอบด้วยกฎหมาย
สูตรที่สาม ศาลรับคำร้อง และเห็นว่ามีจุดที่ควรปรับปรุงในระบบหรือขั้นตอนการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องเพิกถอนการเลือกตั้ง
สูตรที่สี่ ศาลรับคำร้อง และวินิจฉัยว่าการออกแบบบัตรเลือกตั้งขัดต่อหลักการลงคะแนนลับ หากเป็นเช่นนั้น อาจนำไปสู่การเพิกถอนการเลือกตั้งทั้งหมดหรือบางส่วน
ทั้ง 4 สูตรสะท้อนมุมมองทางกฎหมายที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าศาลจะให้น้ำหนักกับประเด็นใดเป็นหลัก
ข้อถกเถียงจำนวนมากวนอยู่กับคำว่า “ในทางทฤษฎี”
ผู้ตั้งข้อสงสัยมองว่า เมื่อบัตรมีบาร์โค้ด มี QR Code และมีต้นขั้วบัตรที่เก็บลำดับไว้ครบถ้วน หากนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกัน ก็อาจเชื่อมโยงไปถึงตัวผู้ใช้สิทธิได้
แนวคิดเช่นนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า สามารถเข้าถึงเอกสารทุกส่วน และนำมาประกบกันได้โดยไม่มีข้อจำกัด
แต่ในทางปฏิบัติ การจะเปิดหีบบัตรต้องมีอำนาจตามกฎหมายรองรับ ต้องมีเหตุผลที่ตรวจสอบได้ และต้องดำเนินการต่อหน้าคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง การเปิดหีบไม่ใช่เรื่องที่สั่งการกันได้ตามอำเภอใจ
ต้นขั้วบัตร รายชื่อผู้มาใช้สิทธิ และบัตรที่อยู่ในหีบ ถูกเก็บอยู่ต่างขั้นตอน ต่างความรับผิดชอบ การนำข้อมูลแต่ละส่วนมารวมกันต้องผ่านหลายชั้น และต้องมีฐานกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน
จนถึงเวลานี้ ยังไม่มีข้อมูลปรากฏว่ามีกรณีใดที่สามารถใช้บาร์โค้ดหรือ QR Code ระบุตัวผู้ใช้สิทธิได้จริง
คำถามจึงกลับมาอยู่ที่น้ำหนักของข้อกล่าวหา ความเป็นไปได้ในทางทฤษฎี เพียงพอหรือไม่ที่จะถือว่าหลักการลงคะแนนลับถูกกระทบจนถึงขั้นต้องเพิกถอนการเลือกตั้ง
เมื่อมองในกรอบรัฐธรรมนูญ หลักการลงคะแนนลับถูกกำหนดไว้ชัดเจน แต่ไม่ได้อธิบายรายละเอียดเชิงเทคนิคว่าห้ามมีรหัสหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตร
ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องพิจารณาว่า การมีบาร์โค้ดและ QR Code เป็นเพียงเครื่องมือบริหารจัดการ เช่น ควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันการปลอมแปลง และติดตามการกระจายบัตร หรือเป็นโครงสร้างที่เปิดช่องให้ละเมิดความลับได้
มาตรฐานที่ใช้วัดตรงนี้มีความสำคัญ หากมองในระดับความเป็นไปได้สูงสุดทุกระบบอาจตั้งข้อสงสัยได้ แต่หากดูจากกลไกที่มีอยู่จริง ตั้งแต่การแยกเก็บข้อมูล การควบคุมต้นขั้ว การเปิดหีบภายใต้คำสั่งตามกฎหมาย น้ำหนักของข้อกล่าวหาอาจต่างออกไป
ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่คำว่าบาร์โค้ดหรือ QR Code เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างของระบบทั้งชุด ว่าให้หลักประกันเพียงพอต่อการคุ้มครองความลับหรือไม่
การตีความในจุดนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของคดี
เส้นตายวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 คือจุดที่ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจะถูกรวบรวมครบถ้วน ก่อนผู้ตรวจการแผ่นดินตัดสินใจว่าจะส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่
หากคำร้องถูกส่งต่อ กระบวนการวินิจฉัยจะเริ่มต้น และ 4 สูตรความเป็นไปได้ที่ถูกพูดถึงก็จะถูกกลั่นกรองเหลือเพียง 1 คำตัดสิน
คำตัดสินนั้นจะตอบชัดว่า การมีบาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้งครั้งนี้ กระทบหลักการลงคะแนนลับถึงระดับใด
หากศาลเห็นว่ากลไกที่มีอยู่ยังคุ้มครองความลับได้ตามมาตรฐานของกฎหมาย การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ก็จะยังคงสถานะโดยไม่ต้องเพิกถอน
หากศาลเห็นต่าง แนวทางเพิกถอนการเลือกตั้งก็อาจถูกหยิบขึ้นมาพิจารณา
จากคูหาเลือกตั้งสู่ศาลรัฐธรรมนูญ เส้นทางของคดีเดินมาถึงช่วงหัวเลี้ยวสำคัญแล้ว และคำวินิจฉัยจะเป็นจุดสรุปว่า ข้อถกเถียงเรื่องบาร์โค้ดและ QR Code ในครั้งนี้ มีน้ำหนักเพียงใดในทางกฎหมาย และส่งผลต่อสถานะของการเลือกตั้งอย่างไร.
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์