
23 ก.พ. 2569 11:34 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
ใครคือ “เอล เมนโช” บุคคลที่เม็กซิโกต้องการตัวมากที่สุด
ยุทธการเด็ดหัว “เนเมซิโอ รูเบน โอเซเกรา เซร์บันเตส” หรือ “เอล เมนโช” ผู้นำ “แก๊งค้ายาเสพติดรุ่นใหม่แห่งฮาลิสโก” (CJNG) ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเม็กซิโก กลายเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของรัฐบาลเม็กซิโกและสหรัฐฯ แต่ในขณะที่โลกเฉลิมฉลอง การล้างแค้นจากกองกำลังติดอาวุธของเขากำลังเปลี่ยนท้องถนนในหลายรัฐให้กลายเป็นสมรภูมิ ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า ใครจะก้าวขึ้นมาแทนที่ในอาณาจักรยาเสพติดหมื่นล้านนี้ ?
ในประวัติศาสตร์อาชญากรรมจัดตั้งของเม็กซิโก มีชื่อเพียงไม่กี่ชื่อที่สร้างแรงสั่นสะเทือนได้ยาวนาน และ “เนเมซิโอ รูเบน โอเซเกรา เซร์บันเตส” หรือที่โลกรู้จักในนาม “เอล เมนโช” (El Mencho) คือหนึ่งในนั้น จากเด็กหนุ่มจากชนบทที่ยากจนในรัฐมิโชอากัง เขาทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของ “แก๊งค้ายาเสพติดรุ่นใหม่แห่งฮาลิสโก” (CJNG) หนึ่งในกลุ่มอาชญากรที่น่าเกรงขามและอันตรายที่สุดในโลกยุคใหม่
ความสำเร็จของเขาไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาจากการใช้ความรุนแรงอย่างไร้ความปราณี ความทะเยอทะยานที่ไม่มีขีดจำกัด และความเหี้ยมโหดที่ทำให้แม้แต่กลุ่มคู่แข่งยังต้องขยาด อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตของเขาถูกประกาศว่าเป็นชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของทั้งเม็กซิโกและสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่าหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ มีส่วนสำคัญในการชี้เป้าปฏิบัติการครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการแสดงความร่วมมือข้ามพรมแดนที่ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของทั้งสองรัฐบาล

เมื่อสมุน “เอล เมนโช” ประกาศสงคราม
แต่ชัยชนะนี้ต้องแลกมาด้วยความโกลาหล ทันทีที่ข่าวการตายของผู้นำแพร่ออกไป กองกำลังของ CJNG ได้ตอบโต้ทันทีด้วยความรุนแรงที่ขยายตัวไปถึง 8 รัฐ ตั้งแต่รัฐเกร์เรโรริมชายฝั่งแปซิฟิก ไปจนถึงรัฐตาเมาลิปัสทางตะวันออกเฉียงเหนือ แม้แต่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเม็กซิโกซิตี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น
สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในรัฐฮาลิสโก ซึ่งเป็นฐานทัพหลัก โดยเฉพาะในเมืองกัวดาลาฮารา หนึ่งในเมืองเจ้าภาพฟุตบอลโลกปีนี้ มีกลุ่มชายสวมหน้ากากพร้อมอาวุธครบมือบุกเผาร้านค้าและวางสิ่งกีดขวางบนถนน ขณะที่ในเมืองตากอากาศชื่อดังอย่าง “ปวยร์โต บายาร์ตา” นักท่องเที่ยวและชาวเมืองต่างต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในอาคารเพื่อความปลอดภัย
ภาพของรถยนต์ที่ถูกเผาวอดและถนนที่ถูกตัดขาด ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความจงรักภักดีต่อหัวหน้าที่ถูกสังหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงความโกรธแค้นต่ออำนาจรัฐ ซึ่งต้องจับตามองต่อไปว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า สถานการณ์จะคลี่คลายลงหรือจะทวีความรุนแรงจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองขนาดย่อมๆ
จากลูกชาวไร่สู่เจ้าพ่อค้ายาระดับโลก
“เอล เมนโช” เติบโตในครอบครัวชนบทในรัฐมิโชอากัง ทางตะวันตกของประเทศ จุดเริ่มต้นเกี่ยวข้องกับการปลูกกัญชา ก่อนจะค่อย ๆ ขยับสู่เครือข่ายยาเสพติดขนาดใหญ่
เส้นทางขึ้นสู่อำนาจของเขาไม่ได้อาศัยเพียงโอกาส แต่ขับเคลื่อนด้วยความทะเยอทะยาน ความเด็ดขาด และการใช้ความรุนแรงเป็นกลไกหลักในการควบคุมพื้นที่
หากย้อนกลับไปดูเส้นทางชีวิตของ “เอล เมนโช” เขาเริ่มต้นจากการเป็นแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมายในสหรัฐฯ ช่วงทศวรรษ 1980 หลังจากที่เคยคลุกคลีกับการปลูกกัญชาในบ้านเกิด เขาถูกจับกุมหลายครั้งในแคลิฟอร์เนียข้อหาคดียาเสพติด จนกระทั่งถูกส่งตัวกลับเม็กซิโกในวัย 30 ปี
เมื่อกลับมาถึงเม็กซิโก เขาได้เข้าร่วมกับ “แก๊งมิลินิโอ” (Milenio) และสร้างชื่อเสียงด้วยความฉลาดแกมโกงและความอำมหิต จนเมื่อกลุ่มเดิมแตกสลาย เขาก็สบโอกาสรวบรวมเศษซากเหล่านั้นก่อตั้งเป็นกลุ่ม CJNG ขึ้นมา
เขาใช้ความทะเยอทะยานและความอำมหิตอย่างไร้ขีดจำกัด ขยายอิทธิพลผ่านการยึดครองพื้นที่และปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจผิดกฎหมายใหม่ๆ ที่ทำกำไรมหาศาล จนทำให้ CJNG กลายเป็นกลุ่มอาชญากรที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเม็กซิโกปัจจุบัน
ภายใต้การนำของเขา CJNG ขยายอาณาเขตอย่างรวดเร็วและปรับตัวเข้ากับธุรกิจผิดกฎหมายใหม่ๆ ที่ทำกำไรมหาศาล ความยิ่งใหญ่ของ CJNG ส่วนหนึ่งมาจากการล่มสลายของคู่แข่งรายใหญ่อย่าง “แก๊งซินาลัว” (Sinaloa) หลังจากที่ผู้นำอย่าง “เอล ชาโป” กุซมัน ถูกส่งตัวไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ กลุ่มซินาลัวก็เกิดการแตกแยกและสู้รบกันเอง
ยิ่งไปกว่านั้น การล่มสลายของกลุ่มลูกชายเอล ชาโป โดยเฉพาะเมื่อ ฮัวคิน กุซมัน โลเปซ ตัดสินใจมอบตัวและลากเอา อิสมาเอล “เอล มาโย” ซัมบาดา คู่ปรับคนสำคัญลงมาด้วย ทำให้เกิดสูญญากาศทางอำนาจครั้งใหญ่ “เอล เมนโช” จึงฉวยโอกาสนี้รุกคืบเข้ายึดครองเส้นทางค้ายา “เฟนทานิล” ซึ่งเป็นแหล่งรายได้มหาศาล
กลยุทธ์ “แฟรนไชส์” และการขยายตัวแบบก้าวกระโดด
สิ่งที่ทำให้ CJNG แตกต่างจากแก๊งค้ายายุคเก่า คือรูปแบบการบริหารโดยใช้โมเดลธุรกิจแฟรนไชส์ แทนที่จะส่งคนของตัวเองไปยึดทุกที่ CJNG ใช้วิธีสร้างพันธมิตรกับแก๊งค้ายาท้องถิ่นขนาดเล็ก ให้ใช้อาวุธและชื่อของ CJNG ในการคุมพื้นที่ แลกกับการส่งส่วยและส่วนแบ่งยาเสพติด รวมถึงการคุมจุดยุทธศาสตร์ ที่เน้นยึดท่าเรือหลักทั้งฝั่งแปซิฟิกและอ่าวเม็กซิโก เพื่อคุมการนำเข้า “สารตั้งต้น” จากเอเชียมาผลิตยาเสพติดสังเคราะห์ ทำให้ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี CJNG ขยายอิทธิพลครอบคลุมกว่า 27 รัฐ จากทั้งหมด 32 รัฐของเม็กซิโก และมีเครือข่ายส่งออกยาเสพติดกว่า 40 ประเทศทั่วโลก
ขีดความสามารถ
CJNG ขึ้นชื่อว่าเป็นแก๊งค้ายาเสพติดที่มีกองกำลังติดอาวุธสูงที่สุด พวกเขามีทั้งปืนกลหนัก, รถหุ้มเกราะที่สร้างเอง, และที่โดดเด่นที่สุดคือ “หน่วยโดรนติดระเบิด” ที่ใช้โจมตีข้าศึกจากทางอากาศ รวมถึงมีค่ายฝึกที่เข้มงวดคล้ายทหาร มีหน่วยรบพิเศษของตัวเองที่พร้อมปะทะกับกองทัพเม็กซิโกอย่างไม่เกรงกลัว และมักแสดงความโหดเหี้ยมเชิงสัญลักษณ์ เน้นการทิ้งข้อความข่มขู่ และการสังหารในที่สาธารณะเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ
นัยสำคัญทางการเมืองและอนาคตของเม็กซิโก
การสังหารเอล เมนโช ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลภายใต้การนำของ ประธานาธิบดี คอลเดีย เชนบอม ซึ่งแสดงให้รัฐบาลสหรัฐฯ เห็นว่าเม็กซิโกเอาจริงกับการปราบปรามการค้า “เฟนทานิล” ซึ่งเป็นประเด็นที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ
ความร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ยังช่วยลดกระแสกดดันจากฝั่งพรรครีพับลิกันของสหรัฐฯ ที่เคยเสนอให้ส่งกองทัพหรือใช้โดรนโจมตีขบวนการค้ายาเสพติดในดินแดนเม็กซิโก ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตย
ใครคือรายต่อไป?
แม้ “เอล เมนโช” จะสิ้นชื่อไปแล้ว แต่วัฏจักรของขบวนการค้ายาเสพติดยังไม่จบลง ประวัติศาสตร์บอกเราเสมอว่า เมื่อหัวหน้ากลุ่มผู้ทรงอิทธิพลหายไป มักจะมี “ขุนพล” หรือมือขวาอีก 3-4 คนที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาเสียบแทนตำแหน่งที่ว่างลงทันที
ในขณะที่รัฐบาลฉลองความสำเร็จ ประสบการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวของชาวเม็กซิกันในตอนนี้คือการเฝ้ามองเปลวเพลิงที่ลุกโชนบนท้องถนน และตั้งคำถามว่า ผู้นำคนใหม่ที่จะก้าวขึ้นมานั้นจะโหดเหี้ยมกว่า “เอล เมนโช” หรือไม่?.
ที่มา BBC