ยกฟ้อง จ่านิว คดีหมิ่น กกต. ปมปราศรัยล่าชื่อหลังเลือกตั้ง62 ชี้ติชมด้วยความเป็นธรรม

ยกฟ้อง จ่านิว คดีหมิ่น กกต. ปมปราศรัยล่าชื่อหลังเลือกตั้ง62 ชี้ติชมด้วยความเป็นธรรม

ยกฟ้อง จ่านิว คดีหมิ่น กกต. ปมปราศรัยล่าชื่อหลังเลือกตั้ง62 ชี้ติชมด้วยความเป็นธรรม

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.54 น.

ยกฟ้อง “จ่านิว” พ้นผิดหมิ่นกกต. จัดเลือกตั้วปี 62 ศาลชี้เจตนาท้วงติงให้การจัดการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ. เจ้าตัวเผยเหนื่อยหน่ายการทำงานของรัฐ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์  ที่ห้องพิจารณา 809 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีดำ อ 3328/2567 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้องนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว อดีตแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาชนเป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่น

โจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2562 นายสิรวิชญ์กับพวกอีกหลายคนใช้ชื่อกลุ่มชุมนุมว่า “กลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อการเลือกตั้งที่เป็นธรรม” ได้ร่วมกันหมิ่นประมาทใส่ความคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อโดยจำเลยกับพวกได้ร่วมกันจัดกิจกรรมต้านโกงการเลือกตั้ง พร้อมประกาศเชิญชวนให้บุคคลทั่วไปร่วมลงรายชื่อเพื่อถอดถอนกรรมการการเลือกตั้ง และอ่านแถลงการณ์ปรากฏข้อความบางส่วนว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้งบประมาณในการจัดการเลือกตั้งครั้งหนึ่งสูงถึง 5.8 พันล้านบาท แต่กลับมีพฤติกรรมที่แสดงถึงความไม่โปร่งใสและความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่อย่างร้ายแรงหลายประการ อาทิเอื้อประโยชน์แก่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และพรรคการเมืองที่ คสช. สนับสนุนความเรรวนในการรายงานผลการเลือกตั้ง เช่น ตัวเลขที่เปลี่ยนไปมาคะแนนลดลงนับหมื่นคะแนน, ผลรวมของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งและการลงคะแนนไม่ตรงกับยอดรวมที่ประกาศออกมา ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมักง่ายและด้อยประสิทธิภาพ และอื่นๆ

โดยข้อความดังกล่าวมีความหมายว่า กกต. ปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลาง มีการทุจริตในหน้าที่ จัดการเลือกตั้งไม่โปร่งใส และมีความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่อย่างร้ายแรง ซึ่งไม่เป็นความจริง แต่เป็นการใส่ความให้ร้าย กกต. และเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยาม โดยประการที่น่าจะทําให้คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับความอับอาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง 

จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยได้กล่าวถ้อยคำวิจารณ์การทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในขณะนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งยังไม่มีประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง จึงทำให้มีข้อสงสัยเกิดขึ้นแก่สังคม จำเลยได้กล่าวในลักษณะท้วงติงให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับไม่ได้กล่าวมุ่งหมายเฉพาะเจาะจงไปยังบุคคลใดรายใดรายหนึ่งเป็นพิเศษอันเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 อนุ 3 การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทพิพากษายกฟ้อง 

นายสิรวิชญ์ให้สัมภาษณ์ว่า คดีนี้ ศาลเห็นว่าเป็นการใช้คำวิจารณ์โดยสุจริต ไม่ได้เจาะจงไปที่กกต.คนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ รวมถึงการเลือกตั้งครั้งนั้นก็ยังไม่มีการรับรอง ในฐานะที่เป็นพลเมืองชาวไทย ก็มีสิทธิ์ที่จะวิจารณ์ได้ มุมนึงอาจจะทำให้มองว่าประชาชนไทยก็มีสิทธิ์ที่จะวิพากย์วิจารณ์บุคคลที่ทำงานในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

นายสิรวิชญ์ กล่าวอีกว่า ตนพูดในครั้งนั้นเพราะการทำงานของกกต.ค่อนข้างมีปัญหา ตนก็ต้องตรวจสอบในฐานะประชาชนคนหนึ่งในการติชมและตรวจสอบ แม้เวลาจะผ่านจนเปลี่ยนบุคลากรไป 3 ชุดแล้วก็ยังมีปัญหาอยู่ แต่ตนก็ขอให้การวิจารณ์การทำงานของกกต.ระมัดระวังเรื่องการโจมตีเชิงตัวบุคคล ให้พูดถึงการทำงานที่มีปัญหาแล้วให้หน่วยงานออกมาชี้แจงให้ชัดเจนดีกว่า 

เมื่อถามว่าเป็นบรรทัดฐานของคนที่จะออกมาวิจารณ์การทำงานของหรือไม่ นายสิรวิชญ์ กล่าวว่า เรื่องนั้นเป็นสิทธิ์ของประชาชนในการวิจารณ์การทำงานของกกต.อยู่แล้ว แต่ควรระมัดระวังและพูดโดยหลักฐานและข้อมูลที่เป็นประจักษ์ ไม่ใช่การโจมตีเชิงตัวบุคคลเพื่อไม่ต้องเจอปัญหาเดียวกับตนในการโดนฟ้องแล้วต้องเสียเวลามาขึ้นศาลอีก เพราะเห็นหลายฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับตรวจสอบการทำงานของกกต.

เมื่อถามว่าในฐานะที่ทำงานภาคประชาชนรู้สึกอย่างไรที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสังคมแต่กลับโดนฟ้อง นายสิรวิชญ์ กล่าวว่า ตนรู้สึกเหนื่อยหน่ายแต่ตนยืนยันว่าใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญเราต้องการทำหน้าที่ตรงส่วนนี้ และคิดว่าภาครัฐต้องหลีกเลี่ยงในการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทกับประชาชน เมื่อเป็นการตรวจสอบการทำงานเชิงภาครัฐก็ต้องยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะถูกมองว่าภาครัฐพยายามใช้กฎหมายส่วนนี้ในการปิดปากประชาชน

Leave a comment