สีหศักดิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อฝรั่งเศส ตอบโต้ ฮุน มาเนต กล่าวหาไทยวางตู้คอนเทนเนอร์ล้ำเขตแดน

สีหศักดิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อฝรั่งเศส ตอบโต้ ฮุน มาเนต กล่าวหาไทยวางตู้คอนเทนเนอร์ล้ำเขตแดน

24 ก.พ. 2569 14:12 น.

สีหศักดิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อฝรั่งเศส ตอบโต้ ฮุน มาเนต กล่าวหาไทยวางตู้คอนเทนเนอร์ล้ำเขตแดน

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทยให้สัมภาษณ์กับ France 24  ในระหว่างเดินทางเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ตอบโต้ข้อกล่าวหาของฮุน มาเนต ที่อ้างไทยวางคอนเทนเนอร์ล้ำแดน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทยตอบทุกคำถามกับ France 24  ในระหว่างการเดินทางเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ตอบโต้สารพัดข้อกล่าวหาที่ ฮุน มาเนต บิดเบือนให้สัมภาษณ์กับสื่อนอกก่อนหน้านี้

โดยพิธีกรได้ถามถึงสถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา ทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ในระหว่างข้อตกลงหยุดยิงแต่สถานการณ์ชายแดนกลับยังคงไม่นิ่ง แถมนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ยังให้สัมภาษณ์เมื่อไม่กี่วันก่อนอ้างว่าไทยยังคงรุกล้ำเข้ามาในกัมพูชาไม่ใช่แค่พื้นที่ชายแดน แต่ยังลึกเข้ามาในเขตกัมพูชาเกินพื้นที่ที่ไทยเคยอ้างสิทธิ์ด้วย จึงอยากขอให้ไทยชี้แจงเกี่ยวกับข้อกล่าวหานี้ด้วย

ซึ่งนายสีหศักดิ์ได้ชี้แจงว่า ข้อเท็จจริงคือ ไทยและกัมพูชาได้ตกลงกันในกรอบของการหยุดยิงแล้ว แต่สถานการณ์จริงกลับเปราะบางมาก ผมคิดว่าในเวลานี้ เรายังคงต้องเดินหน้ายกระดับความเชื่อมั่น กองกำลังของแต่ละฝ่ายจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ตั้ง และจากนั้นจะทำงานร่วมกันเพื่อไปสู่ข้อตกลงในอนาคตเกี่ยวกับเส้นเขตแดนระหว่างสองประเทศ โดยฮุน มาเนต อาจลืมกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ก่อนเกิดความขัดแย้งนั้น มีการรุกล้ำเข้ามาในดินแดนของไทยอย่างชัดเจนจากฝ่ายกัมพูชา

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เราจำเป็นต้องมองข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านก่อน และข้อเท็จจริงในขณะนี้คือ เราต้องทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับสถานการณ์ หลีกเลี่ยงการยั่วยุ หลีกเลี่ยงข้อมูลที่ผิดพลาดและการบิดเบือนข้อมูล และรักษาความสงบ เพื่อที่เราจะสามารถเดินหน้าความสัมพันธ์ต่อไปได้ ประเทศไทยเชื่อว่าในที่สุดแล้ว เราต้องอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดอย่างสันติ ต้องอยู่ร่วมกันด้วยความมั่งคั่งร่วมกัน และนี่คือเป้าหมายของเรา ผมขอยืนยัน

ขณะที่พิธีกรรายการยังระบุถึงประเด็นที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาพูดว่าทหารไทยได้นำตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามไปตั้งไว้ ในพื้นที่ที่ประเทศไทยเคยยอมรับว่าเป็นดินแดนของกัมพูชา และตั้งคำถามว่า การที่สีหศักดิ์กล่าวว่าไทยและกัมพูชาเห็นพ้องกันข้อตกลงหยุดยิงว่าจะคงอยู่ในตำแหน่งที่ตั้ง เป็นการยอมรับหรือไม่ว่าขณะนี้ทหารไทยอยู่ในดินแดนของกัมพูชา และในตอนนี้จะไม่ถอนทหารออกจากพื้นที่นั้น

นายสีหศักดิ์ตอบอย่างชัดเจนว่า เขาไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ เพราะพื้นที่ที่ไทยวางลวดหนามหรือตู้คอนเทนเนอร์นั้น เป็นพื้นที่ที่อยู่ภายในอธิปไตยของไทย  เป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทยเป็นระยะเวลานาน ซึ่งย้อนกลับไปถึงช่วงความขัดแย้งในกัมพูชา เมื่อครั้งที่ไทยเปิดพรมแดนรับผู้ลี้ภัยจากกัมพูชาประมาณ 400,000 คน แต่หลังจากความขัดแย้งยุติลงและมีการฟื้นฟูสันติภาพแล้ว หมู่บ้านของชาวกัมพูชาจำนวนมากไม่ยอมย้ายกลับไปยังดินแดนของตนเอง ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างที่ว่าเรารุกล้ำเกินขอบเขตดินแดนของไทยนั้น ไม่ถูกต้องอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้ พิธีกรยังถามถึงประเด็นที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเคยได้ให้คำมั่นก่อนการเลือกตั้ง ที่จะไม่เปิดพรมแดน และยังมีโครงการที่จะสร้างกำแพงกั้นแนวชายแดนระหว่างสองประเทศ ว่าจะยังมีการดำเนินการอยู่หรือไม่

ซึ่งนายสีหศักดิ์ ตอบว่าไทยต้องทำในสิ่งที่จำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ซึ่งอาจจะต้องทำ เพื่อดำเนินการเชิงป้องกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการรุกล้ำจากฝ่ายกัมพูชา แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับท่าทีของฝ่ายกัมพูชาอย่างมาก ว่าพวกเขาต้องการแสวงหาสันติกับประเทศไทยจริงหรือไม่ หรือว่ายังคงเลือกเดินบนเส้นทางแห่งความขัดแย้ง นี่เป็นการตัดสินใจของฝ่ายกัมพูชา เป็นฝ่ายกัมพูชาที่ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศ เป็นฝ่ายกัมพูชาที่แม้หลังการหยุดยิงแล้วก็ยังคงกล่าวอ้างในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง และเขาคิดว่าสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายควรทำในขณะนี้คือ การใช้ความอดกลั้น หลีกเลี่ยงการยั่วยุ และเดินหน้าความสัมพันธ์ แต่สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชากำลังทำอยู่คือการกล่าวอ้างต่าง ๆ ซึ่งเขาคิดว่าเป็นการถอยหลังมากกว่าการก้าวไปข้างหน้าในความสัมพันธ์ของเรา 

พิธีกรยังถามรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยว่าได้พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาหรือไม่ หรือมีการพูดคุยระหว่างผู้นำประเทศทั้งสองด้วยหรือไม่ ซึ่งนายสีหศักดิ์ ตอบว่าได้มีการพูดคุยและติดต่อกับรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาผ่าน WhatsApp ซึ่งเขาคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด และหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้ง

“ผมพูดคุยกับกัมพูชาอยู่เป็นระยะ ๆ และขณะนี้ประเทศไทยเพิ่งผ่านการเลือกตั้ง และอยู่ในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประเด็นที่ฝ่ายกัมพูชาอยากจะหารือ ผมคิดว่าเราคงต้องรอจนกว่ารัฐบาลใหม่ของไทยจะจัดตั้งเสร็จสิ้น ซึ่งผมก็ได้บอกฝ่ายกัมพูชาไปแล้ว”

ในระหว่างนี้ ทั้งสองฝ่ายควรพยายามรักษาความสงบ หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งเพิ่มเติม เพราะความขัดแย้งเพิ่มเติมย่อมหมายถึงความสูญเสียที่มากขึ้น ซึ่งเขาไม่คิดว่านั่นจะเกิดประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

พิธีกรยังได้ถามไปถึงประเด็นความขัดแย้งทางทะเล ที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่ากองทัพเรือไทยสกัดจับเรือประมงกัมพูชา พร้อมลูกเรือ 3 คน ในน่านน้ำของกัมพูชา ว่าจริงๆแล้วสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร  ซึ่งนายสีหศักดิ์ชี้แจงว่า ไทยจำเป็นต้องดำเนินการ หากเรือประมงกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในน่านน้ำของไทย พร้อมปฏิเสธคำกล่าวอ้างที่ฝ่ายกัมพูชาระบุว่านั่นเป็นน่านน้ำของกัมพูชา 

พร้อมตอบโต้ว่า นั่นเป็นยุทธวิธีที่ฝ่ายกัมพูชาใช้มาโดยตลอด เพื่อกดดันประเทศไทย และพยายามทำให้ประเทศไทยดูเป็นฝ่ายที่ก้าวร้าวกว่า ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย ไทยมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยมาอย่างยาวนาน เราเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยสูญเสียเอกราช และยึดมั่นในวิถีทางการทูต ที่ผ่านมาไทยต้องรับมือกับกัมพูชาที่พยายามดึงนานาชาติมาเกี่ยวข้องมาหลายครั้ง ซึ่งกัมพูชาไม่ควรใช้วิธีการแบบนี้ถ้ายังอยากให้ทั้งสองประเทศเดินหน้าความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

นอกจากนี้ พิธีกรยังถามถึงประเด็นที่สีหศักดิ์ได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา และแสดงความหวังที่จะนำเมียนมากลับเข้าสู่อาเซียน ทั้งที่ยังไม่มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขหลายประการ รวมถึงการยุติการสู้รบและการเจรจาอย่างครอบคลุม 

โดยสีหศักดิ์ ชี้ว่าเมียนมาได้จัดการเลือกตั้งแล้ว ถึงแม้จะไม่ใช่การเลือกตั้งที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนผ่านทางการเมืองภายในประเทศ โดยสิ่งที่เขายืนยันคือ ไทยไม่ได้รับรองการเลือกตั้งของเมียนมา แต่เรียกร้องให้เมียนมาเดินหน้าต่อหลังการเลือกตั้งด้วยการเจรจาและการปรองดอง และหวังว่าจะมีการเริ่มต้นกระบวนการสันติภาพ

นี่คือสารที่ไทยต้องการส่ง ไม่ใช่ว่าเรากำลังกอดรับการเลือกตั้ง ไม่ใช่เลย แต่การเลือกตั้งได้เกิดขึ้นแล้ว นั่นคือความเป็นจริง ดังนั้นอย่างที่คุณทราบ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่คือการเรียกร้องว่า หากพวกเขาต้องการกลับมามีส่วนร่วมอีกครั้ง ฝ่ายเมียนมาก็ต้องพยายามแสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องการกลับมามีส่วนร่วมเช่นกัน

มันไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายเดียวเป็นฝ่ายริเริ่ม แต่เป็นเรื่องที่ต้องร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย พวกเขาต้องสานต่อการเจรจา การปรองดอง และสร้างกระบวนการสันติภาพที่ยั่งยืน เพราะอย่างที่รู้ ประเทศไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องการสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมามันเป็นผลประโยชน์ของเรา และเราต้องทำงานอย่างหนัก  เราไม่สามารถแค่พูดว่า เราหวังว่าจะมีสันติภาพแล้วมันจะเกิดขึ้น แต่เรากำลังทำงานเพื่อสันติภาพและความมั่นคง.

ที่มา : France 24 

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา

Leave a comment