นิติศาสตร์สายสปอร์ตไลท์ กับสูตรพิสดารโหวตนายกฯไปยุบสภา!

นิติศาสตร์สายสปอร์ตไลท์ กับสูตรพิสดารโหวตนายกฯไปยุบสภา!

นิติศาสตร์สายสปอร์ตไลท์ กับสูตรพิสดารโหวตนายกฯไปยุบสภา!

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.16 น.

ในช่วงเลือกตั้งและหลังเลือกตั้งที่ผ่านมา ชื่อของ รองศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ปรากฏผ่านสื่อไทยแทบทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นรายการข่าวเช้า วงสนทนาบ่าย หรือแขกรับเชิญพิเศษช่วงค่ำ ข้ามมาสื่อออนไลน์ ที่คลิปคำให้สัมภาษณ์ถูกตัดเผยแพร่จนกลายเป็นเนื้อหารายวัน

ตำแหน่ง “รองศาสตราจารย์” ดังกล่าว เพิ่งได้รับแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาสดๆ ร้อนๆ เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง ซึ่งนับเป็นการขยับสถานะทางวิชาการให้สูงขึ้น ในฐานะอาจารย์ประจำสาขากฎหมายมหาชน ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านกฎหมายจากเยอรมนี และเติบโตมาในสายวิชาการที่เน้นหลักการ นิติรัฐ และความชอบธรรมของอำนาจรัฐมาโดยตลอด

แต่ภาพที่สาธารณะเห็นบ่อยครั้งกลับเป็นภาพนักกฎหมายภายใต้แสงไฟสตูดิโอ ความถี่ของการปรากฏตัวทำให้คำว่า “นิติศาสตร์” ถูกผูกติดกับบรรยากาศสปอร์ตไลท์อย่างแยกไม่ออก

การออกสื่อไม่ใช่ความผิด แต่เมื่อบทบาทวิชาการที่ขยับสูงขึ้น ถูกดึงเข้าสู่เวทีการเมืองรายวัน น้ำหนักของคำอธิบาย กฎหมายมหาชน ที่ควรจะเป็นบรรทัดฐานกลาง จึงถูกลดทอนลงเหลือเพียงความเห็นประกอบรายการข่าว จนเส้นแบ่งระหว่างหลักวิชาการกับการร่วมประเมินเกมอำนาจ เริ่มพร่าเลือนชัดเจน

ด้วยฐานะอาจารย์กฎหมายมหาชน ความคาดหวังจากสังคมย่อมสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะเมื่อประเด็นที่พูดเกี่ยวข้องกับความถูกต้องของกระบวนการเลือกตั้ง

กรณีบาร์โค้ดและ QR Code ในบัตรเลือกตั้ง กลายเป็นประเด็นหลักที่ปริญญาหยิบยกมานำเสนออย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านการโพสต์รายวันและการออกรายการสื่อแทบทุกสำนัก เพื่อชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ “มีปัญหา” ในเชิงเทคนิคและข้อกฎหมาย

แม้กระบวนการตรวจสอบจะยังดำเนินอยู่ในขั้นของผู้ตรวจการแผ่นดิน และยังไม่มีคำวินิจฉัยใดๆ จากศาลรัฐธรรมนูญ แต่การย้ำถึงข้อบกพร่องเดิมด้วยน้ำหนักที่มั่นใจผ่านหน้าจอทุกวัน ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ไปแล้ว

เมื่อภาพของนักกฎหมายมุ่งเน้นไปที่การตอกย้ำปัญหาที่ยังไม่มีข้อยุติทางคดี เพื่อนำมาเป็นฐานรองรับทัศนะทางการเมืองส่วนตัว ภาพลักษณ์ทางวิชาการจึงถูกนำไปชั่งน้ำหนักควบคู่กับบทบาทนักวิเคราะห์การเมืองทันที

คำพูดที่ถูกแชร์ว่อนโซเชียล คือช่วงหนึ่งที่ปริญญาไปออกรายการโทรทัศน์ และใช้วิธีโยน “ฉากทัศน์สมมติ” เพื่อตั้งคำถามไปถึงอำนาจต่อรองของพรรคการเมืองว่า

“…ตอนโหวตจะมี 2 ชอยซ์ อนุทินกับณัฐพงศ์ สมมติถ้าพรรคกล้าธรรมจับมือกับเพื่อไทย พลิกกลับมาโหวตให้พรรคประชาชนเป็นนายกฯ กล้าธรรมจะโหวตให้แต่ไม่ร่วมรัฐบาล แล้วคุณณัฐพงศ์บอก เราจะยุบสภา เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีปัญหามาก อำนาจการต่อรองของภูมิใจไทยก็จะหายไป ไม่ได้บอกว่าจะเกิดนะ แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้…”

การลำดับขั้นตอนตั้งแต่การโหวต การจัดตั้งรัฐบาล ไปจนถึงการยุบสภา ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบการสมมติฐานที่ดูเป็นระบบราวกับเป็นอีกเส้นทางหนึ่งของเกมอำนาจ ซึ่งแม้จะเป็นเพียงการฉายภาพเหตุการณ์จำลอง แต่น้ำหนักของมันที่มาจากปากอาจารย์กฎหมายมหาชน ย่อมส่งผลกระทบมากกว่าความเห็นทั่วไปในวงสนทนาทางการเมือง

การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้จบแค่การลงมติในสภา แต่ต้องผ่านขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ ทั้งการเลือกประธานสภาฯ ลงมติเห็นชอบ นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ และถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่

การหยิบยกความเป็นไปได้ลักษณะ “โหวตแล้วไปยุบ” คือการทำให้กระบวนการอันศักดิ์สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญดูเป็นเพียงเทคนิคทางการเมือง ทั้งที่ในทางกฎหมายมหาชน การยุบสภาคือเครื่องมือสุดท้ายในการแก้ทางตัน ไม่ใช่แผนการล่วงหน้าเพื่อ “ล้างกระดาน” เพียงเพราะเชื่อว่าการเลือกตั้งมีปัญหา

การนำเสนอเช่นนี้ยังเป็นการลดทอนความหมายของเสียงประชาชน ให้เป็นเพียงส่วนประกอบของเกมที่ถูกเซ็ตไว้ผ่านหน้าสื่อ ย่อมทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเจตจำนงที่เพิ่งลงคะแนนไปถูกลดทอนความสำคัญลง

ก่อนหน้านี้ “ปริญญา” เคยอธิบายไว้หลายครั้งว่า “พรรคอันดับหนึ่งควรได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล” เพราะเป็นเสียงข้างมากจากประชาชน หลักการดังกล่าวถูกเสนอในฐานะมาตรฐานประชาธิปไตยที่ต้องเคารพ

แต่ทันทีที่ผลเลือกตั้งออกมาว่าพรรคภูมิใจไทยได้อันดับหนึ่ง ปริญญากลับหยิบยก ฉากทัศน์สมมติ เรื่องการโหวตไขว้เพื่อนำไปสู่การยุบสภาขึ้นมาสื่อสาร 

ในความเป็นจริง แม้แต่พรรคประชาชนเองก็ยังยืนหยัดในหลักการ จะไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่งและพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านเพื่อเคารพกติกามารยาท แต่นักกฎหมายมหาชนกลับหยิบเรื่องนี้มาเป็นจุดสนใจ ทั้งที่ความจริงไม่ควรมีพื้นที่ให้จินตนาการถึงสูตรที่ขัดกับสปิริตเช่นนี้ หากยังยึดมั่นในบรรทัดฐานเดิมที่เจ้าตัวย้ำผ่านสื่อมาตลอด

ความสมบูรณ์ของการเลือกตั้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง ประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยที่เลือกพรรคอันดับหนึ่ง หรือเลือกพรรคอื่นๆ เขาก็ย่อมมองว่าเสียงของเขาต้องได้รับการเคารพ ไม่ใช่ถูกด้อยค่าลงเพียงเพราะผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามความต้องการของใครบางคน

สิทธิในการแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่เมื่อใช้พื้นที่สาธารณะสื่อสารอย่างเข้มข้นแทบทุกวัน ทุกคำพูดจึงถูกจับตาเป็นพิเศษ
บทบาทอาจารย์กฎหมายกับบทบาทนักวิเคราะห์การเมืองสามารถอยู่ร่วมกันได้ หากหลักการยังคงเส้นคงวาและไม่เอนเอียงตามอารมณ์ทางการเมือง 

ประชาชนไม่ได้คาดหวังให้อาจารย์กฎหมายเงียบเสียง แต่คาดหวังให้มาตรฐานเดียวกันถูกนำมาใช้กับทุกฝ่ายและทุกผลการเลือกตั้ง

ในวันที่หลักการยังมั่นคง ความเชี่ยวชาญทางกฎหมายย่อมเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือ แต่เมื่อหลักการเริ่มขยับตามธงทางการเมือง ภาพของ ‘นิติศาสตร์ใต้สปอร์ตไลท์’ ย่อมชัดเจนกว่าภาพของหลักกฎหมายที่ควรจะเป็นบรรทัดฐานทันที.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ 

Leave a comment