
รัฐบาลโวการค้าผ่านแดนไทย เดือนมกราคม 2569 โต 10.9%
วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.00 น.
การค้าผ่านแดนไทยเดือนมกราคม 2569 โต 10.9% ไทยเกินดุลกว่า 1.48 หมื่นล้านบาท จีนยังครองแชมป์ตลาดผ่านแดน
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวม การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทย ในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 161,135 ล้านบาท ขยายตัว 10.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการส่งออก 87,977 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.6% และการนำเข้า 73,158 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.0% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 14,819 ล้านบาท
รองโฆษกฯ กล่าวว่า สำหรับ การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สปป.ลาว เมียนมา และ กัมพูชา เดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 68,613 ล้านบาท หดตัว 18.2% เป็นการส่งออก 38,748 ล้านบาท (-23.4%) และการนำเข้า 29,865 ล้านบาท (-10.3%) โดยไทยยังเกินดุลการค้า 8,883 ล้านบาท
ประเทศคู่ค้าชายแดนที่มีมูลค่าสูงสุดคือ มาเลเซีย 30,043 ล้านบาท รองลงมาคือ สปป.ลาว 24,136 ล้านบาท และ เมียนมา 14,434 ล้านบาท ขณะที่การค้าชายแดนไทย–กัมพูชาอยู่ที่ 0 บาท
สินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ ได้แก่
– น้ำมันดีเซล 3,652 ล้านบาท
– แผงวงจรไฟฟ้า 1,232 ล้านบาท
– น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,214 ล้านบาท
ขณะที่ การค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือนเดียวกัน มีมูลค่าการค้ารวม 92,522 ล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 50.7% เป็นการส่งออก 49,229 ล้านบาท (+78.9%) และการนำเข้า 43,293 ล้านบาท (+27.8%)
ตลาดผ่านแดนสำคัญอันดับหนึ่งยังคงเป็น จีน มูลค่า 50,547 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.8% รองลงมาคือ สิงคโปร์ มูลค่า 18,942 ล้านบาท (+115.9%) และ เวียดนาม มูลค่า 7,367 ล้านบาท (+41.1%)
สินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่
– ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ 8,333 ล้านบาท
– เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 6,840 ล้านบาท
– ทุเรียนสด 6,569 ล้านบาท
รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าของภูมิภาค โดยเฉพาะการค้าผ่านแดนที่เติบโตโดดเด่น ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันการอำนวยความสะดวกทางการค้า พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเสริมศักยภาพผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาโมเมนตัมการส่งออกและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม
“รัฐบาลมุ่งใช้การค้าชายแดนและผ่านแดนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เชื่อมโยงตลาดภูมิภาค และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว