‘บัตรสีชมพู’ เลือกตั้งปาร์ตี้ลิสต์ใหม่? นรกของพรรคส้ม

‘บัตรสีชมพู’ เลือกตั้งปาร์ตี้ลิสต์ใหม่? นรกของพรรคส้ม

‘บัตรสีชมพู’ เลือกตั้งปาร์ตี้ลิสต์ใหม่? นรกของพรรคส้ม

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.42 น.

แม้การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะผ่านพ้นมาแล้วระยะหนึ่ง แต่บรรยากาศทางการเมืองยังคงร้อนจากการเคลื่อนไหวของแกนนำพรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” พร้อมผู้สนับสนุนที่ออกมากดดันการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 

การเคลื่อนไหวนี้เป็นของพรรคส้มและกองเชียร์ มิใช่ภาพแทนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ

ข้อเรียกร้องในหลายเวทีไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่ง หากแต่ยกระดับไปถึงการ “ล้มกระดาน” และรีเซตการเลือกตั้งใหม่ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ โดยอ้างความไม่โปร่งใสในกระบวนการจัดการเลือกตั้ง และตั้งคำถามต่อผลการเลือกตั้งโดยรวม

อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกข้อกล่าวหาออกจากกระแสทางการเมือง ปมที่มีน้ำหนักทางกฎหมายจริง ๆ กลับถูกบีบให้เหลืออยู่ที่รายละเอียดของ “บัตรสีชมพู” ซึ่งใช้สำหรับเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ

เลือกตั้ง

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ

การเลือกตั้งครั้งนี้ใช้บัตรสองใบ บัตรสีเขียวสำหรับเลือก สส.เขต และบัตรสีชมพูสำหรับเลือกบัญชีรายชื่อ ความแตกต่างของรายละเอียดบนบัตรสองใบนี้เองที่กลายเป็นหัวใจของข้อถกเถียง

ประเด็นข้อกฎหมายจึงต้องแยกพิจารณาตามลักษณะของบัตรแต่ละประเภท เพราะรายละเอียดบนบัตรสีเขียวและบัตรสีชมพูแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

บัตรสีเขียวมี QR Code อยู่บริเวณมุมบัตร เมื่อทดลองสแกนพบว่าเป็นรหัสตัวอักษร 5 หลัก บางกรณีมีตัวเลขผสม แต่ยังไม่พบข้อเท็จจริงว่า QR Code ดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังเลขประจำบัตรหรือข้อมูลตัวบุคคลได้โดยตรง จึงยังไม่เกิดข้อร้องเรียนเชิงกฎหมายที่กระทบหลักการลงคะแนนโดยลับในส่วนของบัตรสีเขียว

บัตรสีเขียว

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพจาก AI

ต่างจากบัตรสีชมพูซึ่งมีบาร์โค้ดปรากฏอยู่บนตัวบัตร มีการทดลองสแกนโดยผู้ใช้บางราย และพบว่าเมื่อสแกนแล้วปรากฏตัวเลขที่ตรงกับ “เลขประจำบัตร” บนต้นขั้วของบัตรใบนั้น บัตรเลือกตั้งแต่ละใบมีหมายเลขกำกับเฉพาะของตัวเอง ไม่ซ้ำกับใบอื่นในเล่มเดียวกัน

ต้นขั้วบัตรคือส่วนที่เจ้าหน้าที่เก็บไว้แยกจากตัวบัตรลงคะแนน หากหมายเลขบนบัตรสามารถเชื่อมโยงกับลำดับรายชื่อผู้มาใช้สิทธิในหน่วยเลือกตั้งได้ แม้เพียงในทางเทคนิค ก็ย่อมทำให้เกิดข้อกังวลว่า บัตรใบนั้นอาจย้อนตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้รับไปใช้ลงคะแนน ซึ่งกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับตามรัฐธรรมนูญทันที

ด้วยเหตุนี้ บัตรสีชมพูจึงกลายเป็นจุดโฟกัส ขณะที่บัตรสีเขียวยังไม่ได้ถูกตั้งข้อสงสัยในระดับเดียวกัน

ข้อถกเถียงเรื่องบัตรสีชมพูจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ในเชิงหลักการ แต่เริ่มส่งแรงสะเทือนมาถึงขั้นตอนการรับรองผลการเลือกตั้ง

กกต.ได้ประกาศรับรองผล สส.แบบแบ่งเขตจำนวน 396 คน และลงราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว แต่ สส. แบบบัญชีรายชื่อ 100 ที่นั่ง ยังไม่มีการประกาศรับรอง

ความต่างของจังหวะรับรองสองระบบจึงถูกจับตาทันที เพราะข้อถกเถียงทางกฎหมายในเวลานี้พุ่งไปที่บัตรสีชมพู ซึ่งใช้กับระบบบัญชีรายชื่อ ไม่ใช่บัตรสีเขียวในระบบเขต

ยังไม่มีข้อสรุปว่าการชะลอรับรองเกี่ยวข้องกับข้อร้องเรียนเรื่องบาร์โค้ดโดยตรงหรือไม่ แต่เมื่อ 100 ที่นั่งยังไม่ประกาศผล พื้นที่บัญชีรายชื่อจึงกลายเป็นจุดโฟกัสทางการเมืองโดยปริยาย

หากมีคำวินิจฉัยใดเกิดขึ้นและกระทบเฉพาะระบบบัญชีรายชื่อ ผลย่อมจำกัดอยู่ที่ 100 ที่นั่งนี้เท่านั้น โดยไม่แตะต้องผลระบบเขตที่ประกาศไปแล้ว

คำวินิจฉัย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ประเด็นร้อนแรงขึ้นทันทีเมื่อ “วัส ติงสมิตร” อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ออกมาโพสต์วิเคราะห์ว่า บาร์โค้ดบนบัตรสีชมพูอาจทำให้การเลือกตั้งส่วนบัญชีรายชื่อไม่เป็นความลับตามรัฐธรรมนูญ

อดีตผู้พิพากษารายนี้อ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2561 ซึ่งวางหลักไว้ว่า การลงคะแนนต้องเป็นไปโดยลับอย่างแท้จริง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเฉพาะกรณี และต้องไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ

ข้อสังเกตสำคัญคือ หากระบบสามารถเชื่อมโยงรหัสบาร์โค้ดกลับไปยังตัวบุคคลได้จริง แม้จะเป็นในทางเทคนิค ก็ถือว่าหลักความลับถูกกระทบตั้งแต่ต้นทาง

ความเห็นดังกล่าวไม่ได้พูดถึงการล้มการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ชี้ไปที่ความเป็นไปได้ของการเพิกถอนเฉพาะบัญชีรายชื่อ หากศาลเห็นว่าหลักการเลือกตั้งโดยลับถูกละเมิดจริง

การเลือกตั้ง

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

คำวินิจฉัยจะออกมาแบบใดเป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ แต่แนวคิดนี้ทำให้สถานการณ์ร้อนแรงขึ้นทันที เพราะหากเพิกถอนเฉพาะปาร์ตี้ลิสต์ สมการการเมืองจะเปลี่ยนทันที

หากศาลวินิจฉัยให้เพิกถอนเฉพาะระบบบัญชีรายชื่อ 100 ที่นั่ง และต้องเลือกตั้งใหม่ พรรคส้มจะเป็นฝ่ายรับแรงกระแทกมากที่สุด เพราะระบบนี้คือพื้นที่ที่พรรคทำผลงานได้สูงสุด โดยได้ สส.บัญชีรายชื่อถึง 31 ที่นั่ง ขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้ 19 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทยได้ 16 ที่นั่ง

การรีเซตเฉพาะบัญชีรายชื่อหมายความว่าตัวเลข 31 ไม่ได้เป็นฐานเดิมอีกต่อไป ทุกที่นั่งต้องกลับเข้าสู่การแข่งขันใหม่ ไม่มีใครการันตีผลเดิมได้อีก พรรคส้มไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดิม แต่ต้องลงสนามในบรรยากาศที่แรงต้านสูงกว่าเดิมอย่างชัดเจน

กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมหาศาลที่ไม่ได้เลือกพรรคส้ม และเดิมกระจายคะแนนไปยังหลายพรรค หากต้องเลือกตั้งใหม่ เสียงเหล่านี้อาจรวมทิศทางชัดขึ้นเพื่อหนุนพรรคใดพรรคหนึ่ง โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย เพื่อให้ได้จำนวน สส.เพิ่มขึ้นและสร้างเสถียรภาพในการบริหารประเทศ

เลือกตั้ง

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ

ขณะเดียวกัน ภาพลักษณ์ของพรรคส้มหลังเลือกตั้งไม่ได้ดีขึ้น กลับเผชิญแรงตั้งคำถามหนักกว่าเดิม ทั้งประเด็นไอโอ การขอข้อมูลเลเซอร์ไอดีจากผู้สมัครสมาชิก และกรณีผู้สมัคร สส. ของพรรคถูกศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน ในคดีข่มขืน เหล่านี้ล้วนกระทบความเชื่อมั่นโดยตรง

เมื่อเงื่อนไขรอบด้านเปลี่ยน การเลือกตั้งใหม่ จึงไม่ใช่การย้อนกลับไปยังวันเดิม หากคะแนนไหลออกเพียงบางส่วน 31 ที่นั่งอาจลดลงทันที

การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รีเซตทั้งกระดาน หากสุดท้ายได้ผลเพียงครึ่งเดียว คือเพิกถอนเฉพาะบัญชีรายชื่อ ผลสะเทือนจะตกอยู่กับพรรคส้มโดยตรง

เกมที่ตั้งใจจะล้มทั้งกระดาน อาจจบลงด้วยการต้องนำพื้นที่ที่เคยได้มากที่สุดกลับไปเสี่ยงใหม่ และหากผลไม่เป็นดังเดิม ความสูญเสียจะเกิดขึ้นกับพรรคส้มมากกว่าพรรคอื่น

ในเงื่อนไขเช่นนี้ การเลือกตั้งสส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ใหม่จะกลายเป็น “นรกทางการเมือง” ที่พรรคส้มและกองเชียร์เปิดประตูรับด้วยตัวเอง.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

Leave a comment