
ศึกศิษย์เก่า ITV ตวงพร ถล่ม มัลลิกา จี้ ชัชชาติ ประกาศตัวลงซ้ำ
วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.27 น.
26 กุมภาพันธ์ 2569 ตวงพร อัศววิไล อดีตผู้ประกาศข่าวไอทีวี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า #จับตาศึกเลือกตั้งผู้ว่ากทม.2569
การเลือกตั้ง“ผู้ว่า กทม.ในครั้งที่ 12 ได้รับความสนใจขึ้นมา
ทันทีเมื่อ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ประกาศตัวลงชิงตำแหน่ง”ผู้ว่า กทม.” ที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ี่ 5 กรกฎาคม
2569 หลังจากที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะครบวาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569
ในฐานะคนกรุงเทพ และเคยทำงานสื่อสารมวลชนกับคุณมัลลิกา ช่วงที่อยู่“ไอทีวี”ไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับการตัดสินใจลงสู่“สนามการเมือง”อีกครั้งของเธอ เพราะคุณมัลลิกาเคยเป็น“อดีตเลขานุการรัฐมนตรี“ของพรรคประชาธิปัตย์หลายคน
และเป็นอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ในยุคของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์
หลังลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี 2566 คุณมัลลิกา
เบนเข็มเข้าสู่วงการ Influencer จัด “มัลลิกา วาไรตี้ ทอล์คโชว์”
ทางช่อง TikToK ด้วย“สไตล์การพูด”ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น
ถึงลูกถึงคน ฟาดมาฟาดกลับ ทั้งภาษาตั้งแต่สมัยพ่อขุน
ภาษาปกติ รวมไป ถึงภาษาท้องถิ่น พร้อมกับขายเครื่องสำอางแบรนด์ Dr.Mallika โดยใช้สโลแกนว่า“เป็นแม่ค้าออนไลน์ที่มี
คำวามรู้ทางการเมืองนิดหน่อย
ดร.มัลลิกา ประกาศตัวลงสมัคร ”ผู้ว่า กทม.“ในนามอิสระ โดย
ระบุว่าเตรียมตัวมาประมาณ 8 เดือนแล้ว และอยู่ระหว่าง
การจัดตั้ง ”กลุ่มเพื่อนมัลลิกา“เบื้องต้นชูการแก้ปัญหา
ฝุ่นPM2.5และการแก้ปัญหาระบบการก่อสร้างในเขตกรุงเทพฯ
การทำการเมืองในลักษณะ“กลุ่มเพื่อน”จะมีลักษณะการอิงกับ
ระบบพวกพ้อง กลุ่มที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ทำให้เกิด
เครือข่ายการบริหารจัดการงานการเมือง ดังนั้นจึงไม่แปลกใจ
ที่มีข่าวว่าหากคุณมัลลิกาลงสมัคร”ผู้ว่า กทม.“จะมีหนึ่งใน
ผู้ดำเนินรายการช่อง“แนวหน้าออนไลน์“เป็น”รองผู้ว่า กทม.“ด้วย
หากย้อนไปในอดีต “ผู้ว่า กทม.ที่ลงสมัครในนาม”กลุ่ม เช่น
พลตรีจำลอง ศรีเมือง ในนามกลุ่มรวมพลัง ในปี 2528 และปี
2533 , นายพิจิตต รัตตกุล ในนาม“กลุ่มมดงาน”ในปี 2539
นอกจากนั้นเป็นการสมัครในนามพรรคการเมือง เช่น
พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังธรรม พรรคประชากรไทย
และการลงสมัครในนาม“อิสระ”
การมี“ผู้เสนอตัว”เป็น“ผู้สมัครลงชิงชัยในตำแหน่ง“ผู้ว่า กทม.”
หลายคนเป็นเรื่องที่ดี เพราะคนกรุงเทพฯจะได้มี”ตัวเลือก“
มีข่าวว่า“พี่เต้ ไดโนเสาร์“มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ก็สนใจ
จะลงสนาม“ผู้ว่า กทม.”ด้วย
แต่การประกาศตัวลงสมัครไม่ว่าตำแหน่งใดๆก็ไม่ควร“ด้อยค่า”หรือ วิจารณ์“คู่แข่ง”ว่า“ไม่มีผลงาน”หากไม่มีข้อมูลเชิง
ประจักษ์มารองรับ เพราะการเป็น“ผู้ว่า กทม”ไม่สามารถ
ทำงานแบบ One (Wo)Man Show เนื่องจากปัญหาของ กทม.
มีความซับซ้อน เพราะเป็น “เมืองหลวง” เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเมืองและการคมนาคมของประเทศ
ผู้ว่าฯกทม. ต้องกำหนดนโนบายที่ชัดเจน เช่น การบริหารเมือง
โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค สิ่งแวดล้อม
การจัดระเบียบเมืองและความปลอดภัย การศึกษาและสาธารณสุข
กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่รับผิดชอบ 50 เขต กว่า 1,568 ตาราง
กิโลเมตร มีประชากรตามทะเบียนราษฎร์ประมาณ 5.7 ล้านคน
และยังมี“ประชากรแฝง”อีก 10-12 ล้านคน นี่คืองานที่มี Scale
ใหญ่มาก การจัดทีมบริหาร เช่น ทีมรองผู้ว่า กทม.“จึงเป็น
ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาควบคู่กับ ”ตัวผู้สมัครผู้ว่า กทม.“
อีกประมาณ 3 เดือน ก็จะถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง“ผู้ว่า กทม.”
ในวันที่ 25-29 พฤษภาคม 2569
ขณะนี้คุณชัชชาติ สิทธิพันธ์ ยังไม่ประกาศตัวอย่างเป็นทางการ
ว่าจะลงสมัคร ผู้ว่าฯกทม.เป็นสมัยที่ 2 แต่มีแนวโน้มว่าหากลง
สมัคร จะลงสมัครในนาม“อิสระ”เช่นเดิม
โดยส่วนตัวในฐานะ“คนกรุงเทพฯ”เคยใช้บริการร้องเรียนผ่าน
Traffy Fondue ปรากฎว่า ปัญหาได้รับการแก้ไขในเบื้องต้น
แต่ติดปัญหาขั้นตอนทางราชการ เช่น การบังคับใช้กฎหมาย
ส่วนตัวจึงค่อนข้างพึงพอใจการทำงานในวาระแรกของคุณชัชชาติ ช่วงปี 2565-2569 โดยเฉพาะทีมรองผู้ว่ากทม.ทั้ง 4 คน ที่มีบทบาทโดดเด่นมากคือ ผ.ศ.ทวิดา กมลเวช รับผิดชอบงาน
ด้านภัยพิบัติ และสาธารณสุข ในช่วงแผ่นดินไหวใหญ่และ
ตึกสตง.ถล่ม เป็นครั้งหนึ่งที่แสดงถึงศักยภาพที่โดดเด่นของ
“ผู้ว่า กทม.และทีมบริหาร”
อีกเพียง 3 เดือน ผู้ว่าฯชัชชาติก็จะหมดวาระการทำงาน 4 ปี
อยากให้“คุณชัชชาติ”ประกาศตัวให้ชัดเจนว่าจะลงสมัครเป็น
สมัยที่ 2 หรือไม่ เพื่อที่คนกรุงเทพจะได้มี”ทางเลือก“ที่มากขึ้น
ทั้ง”ผู้ที่สานงานต่อ เปลี่ยนคำสัญญาให้เป็นผลงาน“”ผู้ที่จะพลิก
โฉมการทำงาน“หรือ“หรือผู้จะริเริ่มนโยบายใหม่“