อดีตผู้พิพากษา เขย่าปมร้อน กกต.ประกาศผลใน 17 วัน กับปริศนา บาร์โค้ด ที่อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่?

อดีตผู้พิพากษา เขย่าปมร้อน กกต.ประกาศผลใน 17 วัน กับปริศนา บาร์โค้ด ที่อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่?

อดีตผู้พิพากษา เขย่าปมร้อน กกต.ประกาศผลใน 17 วัน กับปริศนา บาร์โค้ด ที่อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่?

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.04 น.

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เจาะปมร้อน! กกต. ประกาศผลไว 17 วัน กับปริศนา “บาร์โค้ด” ที่อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่?

ท่ามกลางกระแสความคลางแคลงใจต่อการทำงานของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเต็มไปด้วยประเด็นร้อนที่สังคมตั้งคำถาม ไม่ว่าจะเป็น…
• บาร์โค้ดเจ้าปัญหา: บนบัตรเลือกตั้ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) 

• ปรากฏการณ์ผิดปกติ: ทั้งบัตรเขย่ง บัตรขย่ม และปมถกเถียงเรื่องต้นขั้วบัตรที่ไม่ระบุเลขที่ในการเลือกตั้งใหม่บางหน่วยเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 

แต่แล้วเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. กลับประกาศรับรองผล ส.ส. เขตทันที 396 คน ภายในเวลาเพียง 17 วัน ทั้งที่มีกรอบเวลาตามกฎหมายถึง 60 วัน! ที่น่าสังเกตคือ จนถึงขณะนี้ กกต. ยังไม่ประกาศจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง (8 ก.พ.) ให้ชัดเจน ซึ่งต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่ประธาน กกต. แถลงให้ทราบทันทีในวันรุ่งขึ้น

ความเร่งรีบนี้ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า… นี่คือความพยายามเชื่อมโยงกับ “เทคโนโลยีฮั้ว สว.” หรือเป็นการ “เบี่ยงเบนความสนใจ” จากปัญหาบาร์โค้ดบนบัตรสีชมพูที่กำลังเดินทางจากผู

ตรวจการแผ่นดินไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่? 

หากศาลสั่งเลือกตั้งใหม่ (เฉพาะบัญชีรายชื่อ) จะเกิดอะไรขึ้น?

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บาร์โค้ดสามารถระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้จริง ซึ่งขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับ และสั่งให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. บัญชีรายชื่อใหม่ทั้งประเทศ จะเกิดประเด็นสำคัญ 3 ด้านที่ต้องทำความเข้าใจครับ:

1.สมาชิกภาพเริ่มเมื่อใด และจบพร้อมกันไหม? 

ตามมาตรา 100 ของรัฐธรรมนูญ 2560 สมาชิกภาพเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง ดังนั้น:

• ส.ส. แบบแบ่งเขต: เริ่มสมาชิกภาพ 8 กุมภาพันธ์ 2569

• ส.ส. บัญชีรายชื่อ (เลือกใหม่): เริ่มสมาชิกภาพในวันเลือกตั้งใหม่

• วันสิ้นสุด: แม้จะเริ่มไม่พร้อมกัน แต่ ต้องสิ้นสุดลงพร้อมกัน เมื่อสภาครบวาระ 4 ปี (นับจาก 8 ก.พ. 2569) หรือมีการยุบสภา เนื่องจากอายุสภาต้องยึดโยงกับการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกเป็นสำคัญ

2. ทางออกกฎหมาย: การแก้ไข พ.ร.ฎ. ฉบับเดิม 

เมื่อกรอบ 60 วันตาม พ.ร.ฎ. ยุบสภาฯ (12 ธ.ค. 2568) ผ่านพ้นไปแล้ว การจะจัดเลือกตั้งใหม่ให้ชอบด้วยกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญพึงมีคำวินิจฉัยเพื่อเปิดช่องให้มีการ “แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ฎ. ฉบับเดิม” เพื่อเป็น “สะพาน” เชื่อมต่อฐานอำนาจ ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้ กกต. ดำเนินการจัดการเลือกตั้งใหม่ได้โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 103

3. “บัญชีรายชื่อเดิม” คือความธรรมธรรมที่สุด 

ในส่วนของผู้สมัคร ควรใช้ “บัญชีรายชื่อชุดเดิม” ที่พรรคเคยยื่นไว้ เนื่องจาก:

• ไร้มลทินตัวบุคคล: เหตุที่เลือกตั้งใหม่มาจากกระบวนการจัดการ ไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้สมัคร 

• รักษาสิทธิ: ป้องกันการ “สอดไส้” หรือ “ย้ายพรรคข้ามห้วย” ในช่วงรอยต่อ ซึ่งจะทำให้เจตนารมณ์การเลือกตั้งบิดเบือนไป

• การหาเสียง: ยังคงทำได้ตามปกติเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจจากนโยบายของบัญชีรายชื่อชุดเดิมนั้น

บทสรุป

การบริหารจัดการเลือกตั้งในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ต้องอาศัยศาสตร์หลายแขนง เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อได้โดยไม่เกิดสุญญากาศทางการเมือง การยึดหลักการที่ชัดเจนและโปร่งใสเท่านั้น ที่จะช่วยให้สถาบันนิติบัญญัติมีความมั่นคงและสง่างามอย่างแท้จริงครับ

Leave a comment