
กรมการข้าว หนุนข้าวปลอดภัยสู่ OTOP ระดับ 4 ดาว เพิ่มรายได้เกษตรกร
วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.12 น.
การพัฒนาข้าวปลอดภัยและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร ถือเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับรายได้เกษตรกรไทย ท่ามกลางความผันผวนของราคาพืชผลทางการเกษตร สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการรวมพลังเกษตรกรเพื่อสร้างระบบการผลิตข้าวคุณภาพ จนสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่การเป็นสินค้า OTOP ระดับ 4 ดาว
คุณกำไร เขียวฉาย ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของสหกรณ์เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ แม้จะผลิตข้าวได้ แต่เมื่อนำไปจำหน่ายกลับไม่ได้ราคาที่เหมาะสม ทำให้สหกรณ์ต้องหาทางช่วยเหลือสมาชิกในการเพิ่มมูลค่าและยกระดับมาตรฐานการผลิต
“ช่วงแรกเรารวมตัวกันเพราะราคาพืชผลที่ผลิตออกมาแล้วขายไม่ได้ราคา พอสหกรณ์เข้ามา ก็พยายามหาวิธีช่วยสมาชิก และเมื่อมีโครงการนาแปลงใหญ่เกิดขึ้น เราจึงนำสมาชิกเข้าร่วม เพื่อพัฒนาให้การปลูกข้าวได้มาตรฐาน GAP ส่งเข้าสหกรณ์เพื่อแปรรูปและจำหน่าย” คุณกำไรกล่าว
สหกรณ์ตั้งเป้าหมายชัดเจนว่า สมาชิกต้องสามารถขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้นและมีความมั่นคงทางรายได้ โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการข้าวปลอดภัยจำนวน 40 รายในปัจจุบัน เนื่องจากการปรับรูปแบบการตรวจรับรองมาตรฐาน GAP จากรายบุคคลมาเป็นรายกลุ่ม ซึ่งต้องควบคุมคุณภาพทั้งแปลงนา
“หากมีแปลงใดพบปัญหา เช่น ข้าวดีดที่ปนเปื้อนและแก้ไขไม่ได้ จะส่งผลต่อการรับรองของทั้งกลุ่ม เราจึงต้องรักษามาตรฐานอย่างเข้มงวด ไม่สามารถผ่อนปรนได้ เพราะข้าวของเราต้องเป็นข้าวมาตรฐานและเป็นพันธุ์แท้” ผู้จัดการสหกรณ์กล่าว

ในด้านการผลิต สหกรณ์ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่สมาชิก ตั้งแต่การวางแผนการปลูก การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ การใช้สารที่เหมาะสม ไปจนถึงการวางแผนการตลาด โดยมีกรมการข้าวเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงตั้งแต่เริ่มต้น ช่วยสนับสนุนด้านวิชาการและมาตรฐานการผลิต นอกจากนี้กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว ยังได้เข้ามาช่วยพัฒนาแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของทางสหกรณ์ และ เชื่อมโยงตลาดให้กับเกษตรกร ไปพร้อมๆ กัน
สำหรับพันธุ์ข้าวเด่นของกลุ่ม ได้แก่ ข้าว กข43 และข้าวหอมขาวเจ๊กชัยนาท ซึ่งเป็นสินค้า GI หรืออัตลักษณ์ของจังหวัดชัยนาท โดยข้าวหอมขาวเจ๊กชัยนาทเป็นข้าวพื้นถิ่นที่มีกลิ่นหอม เมล็ดใหญ่ และปลูกแบบนาปี ขณะที่ข้าว กข43 ได้รับความนิยมสูงจากผู้บริโภคสายสุขภาพ เนื่องจากเป็นข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ
“ข้าว กข43 ปลูกไม่ยาก ปลูกได้ตลอดปี และตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาล เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน จึงขายดีมาก” คุณกำไรกล่าว
ในส่วนของการแปรรูป สหกรณ์มีโรงสีที่ได้รับมาตรฐาน GMP ควบคุมกระบวนการตั้งแต่การรวบรวมผลผลิต ลดความชื้น ตรวจจุดเสี่ยง ไปจนถึงการผลิตในระบบความปลอดภัย เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและรักษาคุณภาพสินค้า โดยมีการอบรมบุคลากรอย่างต่อเนื่อง
ผลลัพธ์จากการยกระดับคุณภาพทำให้ราคาข้าวของสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยข้าวทั่วไปในฤดูกาลที่ผ่านมาอาจขายได้เพียงตันละประมาณ 5,000 บาท ขณะที่ข้าว กข.43 ที่ผลิตตามมาตรฐานสามารถขายได้ถึงประมาณตันละ 10,000 บาท ช่วยเพิ่มรายได้และเกษตรกรมีภาระหนี้สินลดลง
“สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการสามารถชำระหนี้ได้ เพราะราคาข้าวดีขึ้น ต่างจากเกษตรกรที่ยังใช้วิธีการผลิตแบบเดิม” คุณกำไรกล่าว
ด้านการตลาด สหกรณ์ใช้เครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศในการกระจายสินค้า รวมถึงช่องทางออนไลน์ของตนเอง โดยเน้นการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงผ่านเพจและไลน์ เพื่อสร้างความเข้าใจในจุดเด่นของสินค้าและรักษาฐานลูกค้า

สำหรับวิสัยทัศน์ในอนาคต สหกรณ์มุ่งสู่การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และแนวทางการเกษตรยั่งยืน เช่น การส่งเสริมการทำนาคาร์บอนต่ำ การลดการเผาฟาง และการเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรรับมือกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

“เราต้องให้ความรู้สมาชิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ปรับตัวทัน ถ้ายังทำนาแบบเดิม ใช้สารเคมีหนัก ๆ ในอนาคตอาจแข่งขันไม่ได้ การพัฒนาคุณภาพจึงเป็นทางรอดของเกษตรกร” ผู้จัดการสหกรณ์กล่าวทิ้งท้าย
สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ ซึ่งดำเนินงานมากว่า 37 ปี จึงสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสหกรณ์ในฐานะกลไกสำคัญในการยกระดับเกษตรกรไทย จากการผลิตแบบดั้งเดิม สู่ระบบการผลิตข้าวปลอดภัยที่มีมาตรฐานและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน หากผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ สามารถติดต่อมาได้ที่ เพจข้าวสารคุณภาพ ข้าวเพื่อสุขภาพ by ข้าวรักนะ