‘ฟ้องปิดปาก’ วาทกรรมคนหัวหมอ ใครทำลายหลักการ’ลงคะแนนโดยลับ’ ?

'ฟ้องปิดปาก' วาทกรรมคนหัวหมอ ใครทำลายหลักการ'ลงคะแนนโดยลับ' ?

‘ฟ้องปิดปาก’ วาทกรรมคนหัวหมอ ใครทำลายหลักการ’ลงคะแนนโดยลับ’ ?

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.38 น.

ทันทีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. แจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล 6 ราย จากกรณีถ่ายภาพต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและพยายามถอดรหัสบาร์โค้ดและ QR Code ในหน่วยเลือกตั้งเขตคันนายาว คำว่า “ฟ้องปิดปากประชาชน” ก็ถูกยกขึ้นมาเป็นคำอธิบายหลัก

ภาพที่ถูกสร้างคือองค์กรอิสระกำลังใช้กฎหมายสกัดคนตรวจสอบ 

แต่คำถามที่ต้องตอบให้ชัดคือ การใช้กระบวนการยุติธรรมของ กกต. ครั้งนี้ แตกต่างจากการใช้กระบวนการเดียวกันของฝ่ายการเมืองอย่างไร

หากการฟ้องของพรรคการเมืองต่อ กกต. เป็นสิทธิ การฟ้องของ กกต. เมื่อเห็นว่ามีการก้าวล่วงกฎหมาย ก็ควรถูกวัดในมาตรฐานเดียวกัน มิใช่ถูกตีความล่วงหน้าเพียงเพราะผู้ฟ้องเป็นใคร

ตรรกะ “ฟ้องปิดปากประชาชน” จึงไม่ควรถูกยอมรับโดยอัตโนมัติ หากมันตั้งอยู่บนฐานที่ให้กฎหมายทำงานได้เพียงทางเดียว

ผู้ถูกแจ้งความประกอบด้วย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และบล็อกเชน

นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย เจ้าของเพจ M.I.B Marketing In Black นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง นายทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพสื่อ Spacebar

บุคคลเหล่านี้ไม่ไร้เดียงสา หลายคนมีความรู้ทางกฎหมาย เทคโนโลยี และกระบวนการเลือกตั้งโดยตรง เข้าใจระบบ เข้าใจข้อจำกัด และเข้าใจเส้นที่กฎหมายวางไว้

ตามคำร้องทุกข์ กลุ่มดังกล่าวได้ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วบัตร พร้อมบันทึกบาร์โค้ดและ QR Code เพื่อนำไปวิเคราะห์ว่า สามารถเชื่อมโยงข้อมูลย้อนกลับไปยังผู้ใช้สิทธิได้หรือไม่ ทั้งในบัตรแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ 

การกระทำนี้ข้ามพ้นการตั้งคำถามเชิงหลักการ ไปสู่การตัดสินใจลงมือทดสอบระบบจากข้อมูลจริงในหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อความสงบเรียบร้อย

หลักความลับของการลงคะแนนเสียงถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจน เพื่อป้องกันมิให้ใครสามารถสืบค้นย้อนหลังได้ว่าประชาชนเลือกใคร

หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีกลุ่มที่เชื่อว่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและ QR Code ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะอาจเปิดช่องให้ติดตามตัวผู้ลงคะแนนได้ แต่จนถึงขณะนี้ ประเด็นดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา และยังไม่มีคำวินิจฉัยว่าระบบดังกล่าวทำลายความลับได้จริงหรือไม่

ทว่าในขณะที่ข้อพิพาทยังไม่ถูกพิสูจน์ กลับเกิดพฤติการณ์ถ่ายภาพต้นขั้วและนำรหัสไปวิเคราะห์เพื่อทดสอบการเชื่อมโยงข้อมูล 

ความย้อนแย้งที่น่าพิศวงคือ ปากบอกว่าเกรงว่าระบบจะเปิดเผยความลับ แต่พวกเขากลับลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองบอกว่ากลัวเสียเอง ด้วยการเข้าไปงัดแงะพยายามเปิดเผยความลับนั้นออกมาในทางปฏิบัติ

พฤติกรรม “หัวหมอ” เช่นนี้ ทำให้หลักความลับที่อ้างว่าอยากปกป้อง ตกอยู่ในความเสี่ยงจริงจากการกระทำของกลุ่มผู้ตรวจสอบเอง ไม่ใช่จากตัวระบบเพียงอย่างเดียว

ก่อนหน้านี้ พรรคประชาชน ยื่นร้องกล่าวหา กกต. ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การฟ้อง กกต. ถูกอธิบายว่าเป็นสิทธิที่ทำได้ตามกฎหมาย

ทว่าเมื่อ กกต. ใช้กฎหมายตอบกลับ ภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากเห็นว่ามีการละเมิดกติกาในหน่วยเลือกตั้ง กระบวนการเดียวกันกลับถูกเรียกว่า “ฟ้องปิดปากประชาชน”

หากการฟ้องของฝ่ายหนึ่งคือสิทธิ แต่อีกฝ่ายคือการปิดปาก ตรรกะนี้กำลังตั้งมาตรฐานคนละชุดกับกฎหมายฉบับเดียวกัน เป็นการใช้ตรรกะแบบสองมาตรฐานที่พยายามทำให้กฎหมายคุ้มครองเฉพาะฝ่ายตนเองเท่านั้น

คดีนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องบาร์โค้ดหรือ QR Code แต่คือคำถามว่ากฎหมายใช้ได้กับทุกฝ่ายหรือไม่

หากหลักความลับตามรัฐธรรมนูญมีน้ำหนัก การรักษาหลักนั้นต้องเกิดขึ้นทั้งในคำพูดและในการกระทำ การอ้างว่าระบบอาจทำลายความลับประชาชน แต่กลับส่งคนเข้าไปทดสอบเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเอง คือพฤติการณ์ที่สวนทางกับหลักการที่ยกขึ้นมาบังหน้า

วาทกรรม “ฟ้องปิดปากประชาชน” จะกลายเป็นสิ่งที่ไร้น้ำหนัก ทันทีที่ความจริงปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องไม่ได้ถูกรังแก แต่กำลังถูกตรวจสอบจากการกระทำที่ย้อนแย้ง พฤติการณ์คือการลงมือทำลายหลักความลับเสียเอง ในขณะที่ป่าวประกาศว่ากลัวหลักการนั้นจะหายไป

ตรรกะที่ยืนได้ ต้องยืนได้ทั้งสองทาง ไม่ใช่ยืนได้เฉพาะข้างที่ตนเองได้รับผลประโยชน์ทางการเมือง.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

Leave a comment