
อดีตผู้พิพากษา วิเคราะห์ 4 ข้อหาจาก กกต. เมื่อการตรวจสอบ ถูกยกระดับเป็น อาชญากรรมร้ายแรง
วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.04 น.
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า วิเคราะห์เจาะลึก 4 ข้อหาจาก กกต.: เมื่อการ “ตรวจสอบ” ถูกยกระดับเป็น “อาชญากรรมร้ายแรง”
จากการที่สำนักงาน กกต. ออกข่าวประชาสัมพันธ์ เมื่อคืนวันที่ 27 ก.พ. 69 ในการแจ้งความดำเนินคดีอาญาข้อหาหนักหลายบทหลายกระทง แก่กลุ่มบุคคลหนึ่ง
เราสามารถแยกวิเคราะห์ตามลำดับความสำคัญของข้อหาได้ดังนี้ครับ:
ข้อหาหลัก: ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ (พ.ร.ป. กกต. มาตรา 66 วรรคสอง)
วิเคราะห์: กกต. พยายามชี้ว่าการตั้งกล้องและการถอดรหัสทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม
• ข้อโต้แย้งที่แข็งแกร่งที่สุด: การ “ขัดขวาง” ตามกฎหมายต้องมีพฤติกรรมที่ทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานไม่ได้ แต่ในวันเกิดเหตุ กปน. ปฏิบัติหน้าที่จนเสร็จสิ้นโดยไม่มีการสั่งห้ามหรือตักเตือน การที่เจ้าหน้าที่ “นิ่งเฉย” ตลอดทั้งวันคือหลักฐานว่าไม่มีการขัดขวางเกิดขึ้นจริงในขณะนั้น
• ความโปร่งใสคือหัวใจ: การช่วยกันถ่ายภาพกระบวนการออกเสียงน่าจะเป็นการช่วยให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยโปร่งใส สุจริต และเที่ยงธรรม ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการแอบถ่ายจากด้านหลังของคูหาเลือกตั้งขณะกาบัตร ซึ่งเป็นข้อต้องห้ามแต่อย่างใด
• บทสรุป: หากระบบบัตรเลือกตั้งมีช่องโหว่ให้ถอดรหัสได้จริง ปัญหาอยู่ที่ “ตัวบัตร” ไม่ใช่ “ตัวบุคคล” การแจ้งความข้อหานี้จึงอาจเป็นการเบี่ยงประเด็นความบกพร่องขององค์กรเองก็ได้
ข้อหารองที่ 1: ความผิดต่อความมั่นคง (ป.อาญา มาตรา 116)
วิเคราะห์: กกต. อ้างว่าการกระทำนี้สร้างความปั่นป่วนและทำให้คนไม่กล้ามาใช้สิทธิ
• ย้อนศร: เจตนาของผู้ถูกกล่าวหาคือการพิสูจน์ระบบเพื่อความโปร่งใส ซึ่งเป็นหัวใจของความมั่นคงในระบอบประชาธิปไตย การที่ กกต. ใช้ ม.116 ซึ่งเป็นกฎหมายร้ายแรงกับเรื่องบาร์โค้ดบน
บัตรเลือกตั้ง ถูกมองว่าเป็นความพยายามสร้าง “บรรยากาศแห่งความกลัว” (Climate of Fear) เพื่อไม่ให้เกิดการตรวจสอบในอนาคตหรือไม่
ข้อหารองที่ 2: ฐานเป็นอั้งยี่ (ป.อาญา มาตรา 209)
วิเคราะห์: กกต. พยายามสร้างภาพว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่ “ปกปิดวิธีดำเนินการ” และ “มีมุ่งหมายมิชอบ”
• ความย้อนแย้งขั้นสุด: นิยามของอั้งยี่คือ “องค์กรลับ” แต่กลุ่มนี้ ตั้งกล้องถ่ายทอดอย่างเปิดเผยในพื้นที่ที่ กกต. อนุญาต มีรูปถ่ายและหลักฐานการทำงานที่ชัดเจนต่อหน้าสาธารณชน
• บทสรุป: การกล่าวหาว่าประชาชนที่ทำงานตรวจสอบรัฐอย่างเปิดเผยเป็น “อั้งยี่” ถือเป็นการตีความกฎหมายที่บิดเบี้ยวและอันตรายต่อสิทธิเสรีภาพอย่างยิ่ง
ข้อหารองที่ 3: ฐานนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2)
วิเคราะห์: กกต. อ้างว่าการเผยแพร่เรื่องการถอดรหัสบาร์โค้ดเป็นข้อมูลเท็จที่สร้างความตื่นตระหนก
• ความจริงคือเกราะป้องกัน: หากภาพถ่ายและกระบวนการถอดรหัสนั้นเป็นเรื่องจริง (แต่ไม่เปิดเผย ต่อมาอาจนำมาแสดงเป็นการเลือกตั้งจำลอง) ข้อมูลนั้นย่อม “ไม่เป็นเท็จ” แม้ข้อมูลนั้นอาจจะทำให้ กกต. ต้องเสียหน้า แต่ถ้ามันคือ “ความจริงที่เป็นช่องโหว่ของรัฐ” ประชาชนย่อมมีสิทธิรับรู้เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของคะแนนเสียงตัวเอง
• ย้อนศร: กกต. ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งที่เขาถอดรหัสมานั้น “เป็นเรื่องโกหก” แต่ถ้าทำได้จริง กกต. เองนั่นแหละที่อาจจะมีความผิดฐานนำระบบที่ไม่ได้มาตรฐานมาใช้กับการเลือกตั้งของชาติ
บทสรุปภาพรวม: “Maximum Charge” เพื่อการปิดปาก?
การประโคมข้อหาตั้งแต่ ขัดขวางการเลือกตั้ง -> ความมั่นคง -> อั้งยี่ -> พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คือกลยุทธ์การฟ้องร้องเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับความลำบากในการสู้คดีและเสียชื่อเสียง (Character Assassination)
“หากการตรวจสอบความโปร่งใสถูกตีความเป็นอั้งยี่ และการชี้จุดโหว่ของบัตรเลือกตั้งถูกตีความเป็นภัยความมั่นคง… เรากำลังอยู่ในยุคที่ความผิดไม่ได้อยู่ที่คนอยู่เบื้องหลังการโกง แต่อยู่ที่คนพยายามป้องกันการโกงใช่หรือไม่?”
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
28/2/69