เปิดประวัติ “มาห์มูด อาห์มาดีเนจาด” อดีตประธานาธิบดีอิหร่าน

เปิดประวัติ "มาห์มูด อาห์มาดีเนจาด" อดีตประธานาธิบดีอิหร่าน

2 มี.ค. 2569 11:40 น.

เปิดประวัติ “มาห์มูด อาห์มาดีเนจาด” อดีตประธานาธิบดีอิหร่าน

นายมาห์มูด อาห์มาดีเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ของอิหร่าน ผู้มีภาพลักษณ์ทั้งในฐานะนักการเมืองประชานิยมที่เข้าถึงชนชั้นแรงงาน และผู้นำสายแข็งที่ท้าทายมหาอำนาจตะวันตกอย่างดุดัน ข้อมูลล่าสุดในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2026 มีรายงานข่าวการเสียชีวิตของเขาพร้อมกับบอดี้การ์ด จากการโจมตีทางอากาศในกรุงเตหะราน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทางการอิหร่านหรือแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้

ประวัติชีวิตส่วนตัวและการศึกษา

มาห์มูด อาห์มาดีเนจาด เกิดเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 1956 ในหมู่บ้านอาราดาน จังหวัดเซมนาน โดยเป็นบุตรชายของช่างตีเหล็กที่มีฐานะยากจน ครอบครัวของเขาได้ย้ายมาตั้งรกรากในกรุงเตหะรานตั้งแต่เขายังเด็ก ซึ่งความยากลำบากในวัยเยาว์นี้เองที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของนโยบายประชานิยมในเวลาต่อมา 

ด้านการศึกษา อาห์มาดิเนจาดสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมโยธาจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิหร่าน (IUST) ต่อมาเขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมการจราจรและการขนส่ง และเคยทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วย

ในด้านชีวิตส่วนตัว อาห์มาดิเนจาดแต่งงานกับอาซัม อัลซาดัต ฟาราฮี และมีบุตรหลายคน เขามักนำเสนอภาพลักษณ์สมถะ ใช้ชีวิตเรียบง่าย และย้ำจุดยืนว่าตนเป็นตัวแทนของประชาชนระดับล่าง แม้จะถูกวิจารณ์อย่างหนักทั้งในและต่างประเทศ เขายังคงมีฐานสนับสนุนบางส่วนที่มองว่าเขายืนหยัดปกป้องอธิปไตยของอิหร่านอย่างแข็งขัน

จุดเริ่มต้นบนเส้นทางการเมือง

เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในช่วงหลังการปฏิวัติอิสลามปี 1979 โดยมีบทบาทในองค์กรนักศึกษาอิสลาม และถูกมองว่าใกล้ชิดกับแนวคิดปฏิวัติอิสลามที่เน้นชาตินิยมและต่อต้านอิทธิพลตะวันตก ในช่วงการปฏิวัติอาห์มาดีเนจาดเป็นหนึ่งในผู้นำนักศึกษาที่สนับสนุนการโค่นล้มระบอบกษัตริย์ (พระเจ้าชาห์) และต่อมาได้เข้าร่วมกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) โดยมีรายงานว่าเขาเคยปฏิบัติภารกิจลับในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก 

เส้นทางการเมืองระดับบริหารของเขาเริ่มชัดเจนเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอาร์ดาบีลในช่วงทศวรรษ 1990 และก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในระดับท้องถิ่นเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นนายกเทศมนตรีกรุงเตหะราน ในปี 2003 ซึ่งเขาได้สร้างชื่อเสียงจากการดำเนินนโยบายช่วยเหลือผู้ยากไร้และยึดถือวิถีชีวิตที่สมถะ ต่อต้านชนชั้นนำ และเน้นความยุติธรรมทางสังคม ทำให้เขาได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนกลุ่มรากหญ้า และปูทางสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2005

การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี (2005–2013)

เขาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนที่ 6 ของอิหร่านในปี 2005 โดยเอาชนะอดีตประธานาธิบดีราฟซานจานีที่เป็นสายกลาง อาห์มาดีเนจาดกลายเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายอนุรักษนิยมสุดโต่ง ระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี อาห์มาดิเนจาดใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบประชานิยม เช่น การอุดหนุนพลังงานและแจกจ่ายเงินสดแก่ครัวเรือนรายได้น้อย เขามุ่งเน้นการกระจายรายได้จากน้ำมันสู่คนจน และผลักดันโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างไม่ลดละ ขณะเดียวกัน เขาเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติอย่างหนัก โดยเฉพาะกรณีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งนำไปสู่มาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และชาติตะวันตกหลายระลอก จุดยืนแข็งกร้าวของเขาต่ออิสราเอลและสหรัฐฯ ทำให้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งปี 2009 ซึ่งเขาชนะเป็นสมัยที่สอง กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อผลเลือกตั้งถูกฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่ามีการทุจริต จุดชนวนการประท้วงครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “ขบวนการสีเขียว” การชุมนุมถูกปราบปรามอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ภาพลักษณ์รัฐบาลอิหร่านในสายตาประชาคมโลกตกต่ำลง และสร้างรอยร้าวทางการเมืองภายในประเทศ

บทบาททางการเมืองหลังพ้นตำแหน่ง

ในช่วงปลายวาระ อาห์มาดิเนจาดมีความขัดแย้งกับชนชั้นนำฝ่ายศาสนาและสถาบันอำนาจสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะความเห็นที่แตกต่างกับผู้นำสูงสุดอิหร่านในบางประเด็น หลังพ้นตำแหน่งในปี 2013 เขายังคงมีบทบาททางการเมือง และได้เปลี่ยนบทบาทจากผู้นำสายแข็งมาเป็น “นักประชานิยมอิสระ” ที่มักวิพากษ์วิจารณ์ชนชั้นนำในรัฐบาลอิหร่านเอง เขาพยายามลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกหลายครั้ง รวมถึงในปี 2024 แต่ส่วนใหญ่มักถูกตัดสิทธิ์โดยสภาผู้พิทักษ์ แม้จะถูกจำกัดบทบาท แต่เขายังคงเป็นสมาชิกของสภาวินิจฉัยประโยชน์ของรัฐ และมีฐานเสียงที่เหนียวแน่นในกลุ่มคนยากจนในชนบท

วาทะและจุดยืนที่สั่นสะเทือนโลก

ตลอดการเป็นผู้นำ อาห์มาดีเนจาดเป็นที่รู้จักจากวาทะที่ก้าวร้าวต่ออิสราเอล โดยครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวอ้างว่าอิสราเอลควรถูก “ลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์” และตั้งคำถามถึงความจริงของเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว จนกลายเป็นบุคคลที่ชาติตะวันตกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อสันติภาพ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้รับความนิยมในกลุ่มประเทศที่ต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมจากการกล้าเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ อย่างตรงไปตรงมา

ช่วงวาระสุดท้ายท่ามกลางสงครามปี 2026

รายงานข่าวในช่วงวันที่ 1-2 มีนาคม 2026 ระบุว่า อาห์มาดีเนจาดเสียชีวิตลงในวัย 69 ปี จากการโจมตีเป้าหมายในเขตที่พักอาศัยย่านนาร์มัก ทางตะวันออกของกรุงเตหะราน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการโจมตีผู้นำระดับสูงคนอื่นๆ ของอิหร่าน การเสียชีวิตของเขา (แม้ในขณะนั้นจะมีรายงานว่าเขาถูกกักบริเวณในบ้านพักหรืออยู่วงนอกของอำนาจหลัก) ถือเป็นความสูญเสียบุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อขบวนการอนุรักษนิยมและประชานิยมในอิหร่านอย่างมีนัยสำคัญ.

Leave a comment