
ปราชญ์ สามสี วิเคราะห์ความแตกแยกของพรรคประชาชน และรอยร้าวของอุดมการณ์ สานต่อ 2475
วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.
วันที่ 3 มีนาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า วิเคราะห์ความแตกแยกของพรรคประชาชน และรอยร้าวของอุดมการณ์ “สานต่อ 2475”
สิ่งที่กำลังจะวิเคราะห์ต่อไปนี้ คือสถานการณ์ความแตกแยกภายในพรรคประชาชน และการแตกสลายของอุดมการณ์ที่เคยประกาศตนว่าสืบทอดแนวคิดตามรอย 2475 ว่าเหตุใดจึงเดินทางมาถึงจุดที่เรียกได้ว่า “การสูญสิ้น” ในวันนี้
หากติดตามสถานการณ์มาตั้งแต่การเลือกตั้งล่าสุดปี 2569 จะเห็นปัญหาสำคัญของพรรคประชาชนอย่างชัดเจน แม้ว่าพรรคจะได้เสียงในกรุงเทพฯ แน่นพอสมควร แต่ปัจจัยหลายประการสะท้อนภาพที่ว่า พรรคอยู่ในสภาพ “สวยแต่รูปแต่จูบไม่หอม” ภายนอกอาจดูแข็งแรง ทว่าภายในกลับเริ่มเน่าเฟะ ความเข้าใจเรื่องนี้จำเป็นต้องย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นของพรรคอนาคตใหม่ จนกระทั่งพัฒนาการมาถึงพรรคก้าวไกล และต่อเนื่องมายังพรรคประชาชนในปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นของปัญหานี้ต้องย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งก่อตั้งโดยธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ศรายุทธ ใจหลัก และชัยธวัช ตุลาธน ทั้งสามเติบโตมาด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัวและแนวคิดร่วมกันตั้งแต่วัยเรียน โดยมีพื้นฐานทางความคิดเชื่อมโยงกับขบวนการฝ่ายซ้ายไทยรุ่นหลัง 6 ตุลาคม 2519
กลุ่มปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลังออกจากป่าไม่ได้ใช้แนวทางอาวุธอีกต่อไป แต่หันมาใช้ “วิชาการ” เป็นเครื่องมือ สร้างเครือข่ายทางความคิดผ่านมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะธรรมศาสตร์ ซึ่ง historically เป็นพื้นที่สำคัญของการผลิตบุคลากรทางสังคมการเมือง
ส่วนปิยบุตรนั้นถือว่าเป็นตัวแทนของคณะนิติราษฎร์ที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากการปฏิวัติ 2475 อันมีรากเหง้าที่หยิบยืมมาจากการศึกษาประวัติศาสตร์การปกครองของฝรั่งเศสตั้งแต่ยุคสมัยการปฏิวัติฝรั่งเศส การจัดตั้งคอมมูน รวมไปถึงการหยิบยืมและการเผยแพร่ลัทธิความคิดอันนำไปสู่ความฝันอันสูงสุดของเหล่า คนที่นับถือ ยูโทเปียร์…อันสมบูรณ์ภูมิพร้อม ปิยบุตรจึงเป็นบุคคลสำคัญที่เสมือนเป็นแกนกลางชักนำทำให้การเมืองฝ่ายซ้ายดำรงอยู่เป็นตัวตนได้ในทางทฤษฎี
ดังนั้นเหตุการณ์ปฏิวัติ 2475 และอาจารย์ปรีดีถูกยกขึ้นเป็นสัญลักษณ์ทางอุดมการณ์ การหยิบเอาการปฏิวัติฝรั่งเศสมาเป็นแม่แบบเชิงสัญลักษณ์ — เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ — จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากรากความคิดที่วางมานานหลายทศวรรษ พรรคอนาคตใหม่จึงไม่ใช่เพียงพรรคการเมือง แต่เป็นผลผลิตของขบวนการทางความคิดที่เขาได้รับอิทธิพลมาจากอาจารย์ฝ่ายซ้ายนั่นเอง
พรรคอนาคตใหม่ถือกำเนิดจากความพยายามของฝ่ายซ้ายที่ต้องการแยกตัวจากเพื่อไทย เพื่อมีอิสระในการกำหนดทิศทางทางการเมืองของตนเองอย่างเต็มรูปแบบ เพราะตลอดที่อยู่ใต้ร่มเงาของพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของคุณทักษิณ ชินวัตร…เหล่าสาวกผู้เดินเจริญรอยตามคอมมูนฝรั่งเศส … ล้วนอึดอัดกับการเคลื่อนไหวที่ไม่ชัดเจนเร้าใจของทักษิณ
แต่ในที่สุด …อนาคตใหม่ถูกยุบ
อย่างไรก็ตามความทะเยอทะยานทางการเมืองไม่ได้หยุด
พรรคก้าวไกลจึงเกิดขึ้น โดยสืบทอดอุดมการณ์เดิม
ยุทธศาสตร์ใหม่ : ก้าวไกลกับการเมืองแบบอัลกอริทึม
ช่วงกำเนิดพรรคก้าวไกล เราเห็นการปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ คือการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นอาวุธหลัก แนวคิดที่ว่า “ไม่จำเป็นต้องพึ่งบ้านใหญ่” หากเข้าใจอัลกอริทึม เข้าใจโซเชียลมีเดีย ก็สามารถชนะเลือกตั้งได้
แนวคิดนี้สะท้อนอิทธิพลจากปรากฏการณ์ระดับโลก เช่น กรณี Cambridge Analytica ที่ถูกพูดถึงในสารคดี The Great Hack
การสร้างโครงสร้างดิจิทัลภายในจึงเกิดขึ้น มีการรวบรวมทีมไอที ทำระบบ algorithm, content monitoring และปฏิบัติการตอบโต้ข้อมูลข่าวสาร (IO) อย่างเป็นระบบ
ปิยบุตรมีบทบาทเชิงเนื้อหาและอุดมการณ์ ขณะที่ธนาธรเป็นแกนทางยุทธศาสตร์
แต่ไม่นาน ความขัดแย้งภายในก็เริ่มปรากฏ ปิยบุตรถอยออกจากวงใน และพรรคก้าวไกลก็ถูกยุบเป็นครั้งที่สอง
บทบาทของ “เลขาต๋อม” ชัยธวัช ตุลาธน
ชัยธวัช หรือ “เลขาต๋อม” คือบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่าน เขาไม่ได้เป็นผู้นำเชิงสัญลักษณ์แบบธนาธร หรือผู้นำทางวิชาการแบบปิยบุตร แต่เป็นตัวเชื่อมเชิงโครงสร้าง
หลังปิยบุตรถอยออก เลขาต๋อมต้องรับภาระการบริหารจัดการภายใน ทั้งการดูแลบุคลากร การประสานงานระหว่างฝ่ายอุดมการณ์กับฝ่ายปฏิบัติการ และการรักษาความเป็นเอกภาพในช่วงที่พรรคเผชิญแรงกดดันสูง
บทบาทของเขาจึงเป็นเหมือน “ผู้ประคองระบบ” แต่ความท้าทายคือ การประคองพรรคที่มีแรงเสียดทานภายในสูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออุดมการณ์เริ่มไม่เป็นเอกภาพ การบริหารแบบรวมศูนย์จึงยิ่งถูกตั้งคำถาม
คณะก้าวหน้า และข้อครหาเรื่อง “โปลิตบูโร”
หลังการยุบพรรคก้าวไกล ความเป็นผู้นำของธนาธรถูกตั้งคำถาม แม้จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่ยังคงมีบทบาทผ่านคณะก้าวหน้า ภาพที่ถูกวิจารณ์มากคือโครงสร้างแบบ “โปลิตบูโร” — การชี้นำจากศูนย์กลางทางความคิด การควบคุมยุทธศาสตร์ และการครอบงำเชิงอุดมการณ์ การถือครองว่าเป็นผู้สืบทอดอุดมการณ์ของอาจารย์ปรีดี ถึงกับซื้อบ้านอองตอนีเพื่อเป็นสัญลักษณ์ ไว้ดูเล่นแต่เพียงผู้เดียวจึงเป็นเรื่องที่เหมือนเป็นดาบสองคมที่มีคนทั้งรักและทั้งชังทั้งอิจฉาริษยา
เมื่อพรรคประชาชนก่อตั้งขึ้น ธนาธรถอยบทบาททางการมากขึ้น แต่ยังถูกมองว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ และมีอิทธิพลเชิงสัญลักษณ์สูงศรายุทธ ใจหลัก ถูกดึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะผู้จัดการยุทธศาสตร์และโครงสร้างการสื่อสาร เขามาจากสายผู้ก่อตั้งดั้งเดิม แต่เข้ามาในฐานะผู้ดูแลระบบดิจิทัล การจัดการข้อมูล และการเชื่อมทีมเทคโนโลยีกับ ส.ส. หน้าใหม่
ภายใต้การดูแลของศรายุทธ มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการนำบุคลากรสายสื่อและเอไอดิจิทัล เข้าไปสนับสนุนการแข่งขันลงสมัคร ส.ส. ทำให้สมาชิกพรรคหลายคนมีพลังทางโซเชียลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลพวงอันความสามารถของทีม “ไอโอ” และ อัลกอริทึม ใน เอ็คโค่ แชมเบอร์ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างเช่นนี้ก็สร้างแรงเสียดทาน เช่นกัน โดยเฉพาะการให้ที่อำนาจกับ ส.ส. หน้าใหม่ที่ไม่ได้อินกับอุดมการณ์การเมืองมากนัก
ในยุคของพรรคประชาชนเป็นยุคที่สมาชิกพรรคมีความแตกแยกสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ เลยนั้นเป็นเพราะว่าพรรคประชาชนจำเป็นที่จะต้องเอาบุคคลประชาชนผู้อื่นเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกพรรคซึ่งหลายๆคนเนี่ยไม่ได้มีความเข้าใจหรืออบรมการตรงตามความต้องการของพรรค จะเรียกว่าเกณฑ์ เชิงปริมาณเข้ามาเลยก็ไม่แปลก
จนในพรรคเนี่ยมีความหลากหลายเป็นระบบนิเวศ จนกลายเป็นชนชั้น แบบศักดินา ในทันทีโดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้
1. กลุ่มผู้นำเชิงอุดมการณ์ ซึ่งก็คือกลุ่มโปลิตบูโร
คือกลุ่มของคุณธนาธร กลุ่มผู้ก่อตั้งพรรค ตั้งแต่ยุคแรกคนพวกนี้เชื่อมั่นในแนวทางของตนเองสูง ไม่เปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ยึดอุดมการณ์เป็นแกนกลางจนละเลยพลวัตทางการเมือง และด้วยความหัวรุนแรงทางการเมืองส่วนใหญ่ถูกศาลพิจารณาห้ามไม่ให้เล่นการเมืองเลยเลยมีจำนวนน้อย
2. กลุ่มนักการเมืองหน้าใหม่
จำนวนหนึ่งไม่ได้เติบโตมากับอุดมการณ์เดิม แต่เข้ามาเพราะกระแส ความนิยม และโอกาสทางการเมือง จนไปถึงต้องการ”ลงทุน” เพื่อสิทธิประโยชน์จากการเป็นนักการเมืองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ดังนั้นคนเหล่านี้จะไม่ค่อยอุดมการณ์และต้องการแข่งขันกันเองในโลกโซเชียล ทำให้เกิดการชิงดีชิงเด่น และสร้างแรงเสียดทานภายใน เป็นกลุ่มที่มีความมั่นใจและต้องการเอาชนะสูงมากผมยกตัวอย่างเช่นกรณีส.ส ไอซ์…จัดอยู่ในกลุ่มนี้ รวมไปถึงพวกผู้สมัครเลือกตั้งที่มีโทษคดีข่มขืน ฟอกเงินยาเสพติดก็ล้วนอยู่ในจัดของในกลุ่มนักการเมืองหน้าใหม่ทั้งสิ้น
3. กลุ่มคนทำงานระดับล่าง
กลุ่มที่มองเห็นโอกาสจากกระแสที่ปรากฏใน social media เข้ามาในพรรคหวังจะได้ลืมตาอ้าปากจากอุดมการณ์ที่แรงกล้าเห็นว่าเป็นพรรคที่ดีล้วนต้องมาจบชีวิตกลายเป็นเพียงแค่ไพร่ใช้แล้วทิ้งทั้งติดคุกทั้งหมดอนาคตทั้งที่ทุกการกระทำของไพ่เหล่านี้ล้วนถูกกำหนดบทบาทมาโดย โปลิศบูโร แทบจะทั้งนั้น กลุ่มเหล่านี้จึงเป็นกลุ่มที่จะถูกมองว่าเป็นแพะ เอาไว้รับบาป หรือเป็นศพที่เอาไว้โหนเล่น….
การให้อำนาจและการบริหารงานแบบที่เป็นอยู่ ส่งผลทำให้ พรรคประชาชนกลายเป็นเสมือนเรือที่ล่องอยู่กลางทะเล ใครนึกจะเข้ามาขับก็ขับได้ แม้ไม่มีความรู้ก็เข้ามาได้แถมเข้ามาชิงดีชิงเด่นในการขับเคลื่อนพรรค จนแตกฉานซ่านเซ็น กันคนละทิศคนละทาง… กลายเป็นพรรคกูเป็นใหญ่กันทั้งนั้น … ไม่มีอุดมการณ์และไม่มีการนำที่มีประสิทธิภาพ….
พรรคที่เดินด้วยความกระหายชัยชนะโดยไม่ได้สนวิธีการอุดมการณ์ยุทธการใดๆเลยย่อมสูญเสียตัวตนอย่างสูญสิ้น
ซึ่งก็ตรงกับที่ปิยบุตรออกมาวิพากษ์ล่าสุด
ความล่มสลายของคณะที่ร่วมก่อตั้งกันมาก็ถูกตั้งคำถามว่าเกิดจากอะไร คำตอบในมุมมองนี้คือ ความเป็นเผด็จการภายใน… ที่ผูกขาดการนำแต่ใน ขณะที่สมาชิกจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจอุดมการณ์ เข้ามาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
จนกลายเป็น “ผีหัวขาด” หัวไปทางตัวไปทาง สมเป็น spectre C นั่นแหละ
พรรคที่เดินด้วยความกระหายชัยชนะโดยไม่ได้สนวิธีการอุดมการณ์ยุทธการใดๆเลยย่อมสูญเสียตัวตนอย่างสูญสิ้น
วันนี้ปิยบุตรออกมาพูดแล้วออกมาวิพากษ์วิจารณ์แล้วคณะที่ร่วมก่อตั้งกันมามันล่มสลายได้อย่างไรเพราะขาดความเห็นอกเห็นใจในหมู่ผู้ก่อการนำขาดการรับฟังเป็นเผด็จการในขณะที่คนภายในพรรคไม่ได้เข้าใจพรรคไม่เข้าใจอุดมการณ์ของพรรคเข้ามาหาพรรคเพื่อหากินกับพรรคหาแสงกับพรรคและใช้สิทธิประโยชน์ของพรรคเพื่อประโยชน์ของตัวเองจึงไม่แปลกใจเรื่องการที่มีสมาชิกที่หวังใช้เอกสารคุ้มครองของส.สผู้แทนราษฎรเพื่อที่จะเป็นแหล่งกำบังฟอกตัวให้กับ กลุ่มคนที่กระทำผิดทางกฎหมาย ข่มขืน ยาเสพติด ฟอกเงิน รวมไปถึงพวกกลุ่มคนที่มีปมด้อย ต้องการยอมรับ หลบหนีกฎหมาย และพวกเหล่าหมาหางด้วน ตามสุภาษิตไทย…
และไม่แปลกที่สถานการณ์ณตอนนี้ ทั้งพฤติการณ์ที่ถูกแฉออกมาจากคนในพรรคจำนวนมาก.
ความลับไม่มีในโลกแล้วพวกเขากำลังสะท้อนให้เห็นว่าพรรคเหล่านี้อุดมการณ์ สานต่อ2475 ล้วนเป็นเพียงแค่ภาพมายาเพื่อเอาไว้ฟอกตัวเท่านั้นความเสมอภาคเสรีภาพ ภราดรภาพ ล้วนกลับไม่เคยถูกใช้จริงในภายในพรรคเลย
สัญลักษณ์อย่างอาจารย์ปรีดี ที่นำมาเป็นหมุดหมายทางความคิดขบวนการกลับถูกมายำปู้ยี่ปู้ยำ จนผิดเพี้ยนไปจากอุดมการณ์เดิมของอาจารย์ปรีดีที่ต้องการนำเอาสังคมนิยมเข้ามาปรับใช้ในสังคมไทย กลายเป็นลัทธิอัตตานิยม นับถือแต่ตัวกูของกู…เพศของกู ภาษีของกู
แต่ไม่มีสิ่งใดเลยที่เสียสละให้กับบ้านเมือง…
ดังนั้นพรรคประชาชนเวลานี้ถึงคราวล่มสลาย…รอคอยโอกาสในอนาคตข้างหน้า…เขาเชื่อว่ากงล้อแห่งเวลาจะนำพวกเขากลับมาอีกครั้ง
ดังนั้นสำหรับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่าความฉิบหายของพรรคประชาชน เวลานี้ยากที่จะฟื้นกลับ และอาจจะต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ ด้านหลักการและทฤษฎี โดยอนุมานได้ว่า เหล่าผู้เป็นมันสมองของลัทธิคอมมูนฝรั่งเศส พ่ายแพ้ในครั้งนี้ คงจะกลับไปที่จุดเริ่มต้นของวัฏจักรแห่งการปฏิวัติอีกครั้ง คือ กลับไปอยู่ในห้องเรียน กลับไปเขียนหนังสือ กลับไปอยู่กับ ประวัติศาสตร์ เพื่อ เริ่มหล่อหลอม ให้คนเชื่อมั่นในยูโทเปีย อันเพ้อเจ้อ เพื่อสะสมกำลังรอคอยโอกาสกลับมาปฏิวัติ… อีกครั้ง