
4 มี.ค. 2569 05:23 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
ลือหึ่ง “มอจตาบา คาเมเนอี” ได้รับเลือกเป็นผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่
สื่อหลายสำนักรายงานว่า มอจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของผู้นำสูงสุดคนก่อนของอิหร่าน ได้รับเลือกเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของประเทศแล้ว แต่ยังไม่มีการยืนยันใดๆ จากทางการอิหร่าน
สำนักข่าว นิวยอร์กโพสต์ รายงานอ้างการเปิดเผยของ Iran International สื่อฝ่ายค้านของอิหร่านว่า นาย มอจตาบา คาเมเนอี วัย 56 ปี บุตรชายคนรองของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านผู้ล่วงลับ ได้รับเลือกจาก “สภาผู้เชี่ยวชาญ” ให้เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่แล้ว
รายงานดังกล่าวได้รับการหยิบยกไปนำเสนออย่างกว้างขวางโดยสื่อของอิสราเอล อย่างไรก็ตาม สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลอิหร่านยังไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริงในเรื่องนี้
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า มอจตาบาเป็นหนึ่งในกลุ่มนายทหารและคนสนิทระดับสูง 40 ราย ที่เสียชีวิตจากการโจมตีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการโจมตีที่ปลิดชีพผู้นำทางศาสนาสูงสุดของอิหร่าน แต่ในเวลาต่อมา สื่อของอิหร่านก็ออกมายืนยันว่า นายมอจตาบายังมีชีวิตอยู่
การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางคำถามที่วนเวียนมานานหลายวันว่าใครจะก้าวขึ้นมาแทนที่ อาลี คาเมเนอี ผู้นำที่สร้างลัทธิบูชาตัวบุคคลและปกครองอิหร่านด้วยกำปั้นเหล็ก พร้อมด้วยนโยบายต่อต้านตะวันตกอย่างรุนแรงมานานหลายทศวรรษ
สำนักข่าว CNN รายงานว่า มอจตาบา เป็นที่รู้จักจากการยึดมั่นในแนวทางอนุรักษนิยมสุดโต่งตามรอยบิดาอย่างเหนียวแน่น และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม
แม้ว่าเขาจะไม่มีบทบาทอย่างเป็นทางการในรัฐบาลของบิดา แต่เขาก็ยังถูกสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรในปี 2562
การแต่งตั้งในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย เนื่องจากอิหร่านมักจะแสดงท่าทีคัดค้านการสืบทอดอำนาจผ่านทางสายเลือดในระดับผู้นำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ระบอบการปกครองปัจจุบันก้าวเข้าสู่อำนาจด้วยการโค่นล้มระบอบกษัตริย์ในการปฏิวัติปี 2522
ทั้งนี้ หลังจากการเสียชีวิตของ อาลี คาเมเนอี อิหร่านก็อยู่ภายใต้การบริหารของ “สภาผู้นำ” ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 3 คน ได้แก่ อยาตอลเลาะห์ อาลีเรซา อาราฟี รองประธานสภาผู้เชี่ยวชาญ, มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน และ โกลัม-ฮอสเซน โมห์เซนี-เอเจอี หัวหน้าฝ่ายตุลาการ
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : nypost