สงครามที่ตะวันออกกลาง กับละครลิงบัตรเลือกตั้งในไทย

สงครามที่ตะวันออกกลาง กับละครลิงบัตรเลือกตั้งในไทย

สงครามที่ตะวันออกกลาง กับละครลิงบัตรเลือกตั้งในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.28 น.


ภาพข่าวจากตะวันออกกลางในเวลานี้คือท้องฟ้าที่ถูกฉีกด้วยแสงขีปนาวุธและแรงระเบิด ความตึงเครียดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจุดเดียว แต่กระจายตัวไปในหลายประเทศของภูมิภาค การโจมตีและการตอบโต้เกิดขึ้นเป็นระยะ ทั้งในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน อิสราเอล รวมถึงจุดยุทธศาสตร์อื่นๆ ในตะวันออกกลาง

เมื่อขีปนาวุธถูกยิงข้ามฟ้าและระเบิดตกลงกลางเมือง สิ่งที่พังทลายไม่ได้มีเพียงอาคาร ถนน หรือโครงสร้างพื้นฐาน หากแต่คือชีวิตของผู้คนจำนวนมาก บ้านเรือน โรงเรียน และพื้นที่พลเรือนหลายแห่งกลายเป็นซากคอนกรีตภายในเวลาไม่นาน ผู้คนจำนวนมากต้องอพยพออกจากพื้นที่โดยไม่รู้ว่าบ้านของตนจะยังคงอยู่หรือไม่ในวันรุ่งขึ้น

ความขัดแย้งในภูมิภาคนี้เกิดขึ้นเป็นระลอก การโจมตีในพื้นที่หนึ่งมักถูกตอบกลับในอีกพื้นที่หนึ่ง ทำให้บรรยากาศของสงครามค่อยๆ ขยายตัวไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ความตึงเครียดจึงไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่สะสมตัวอยู่ในหลายพื้นที่พร้อมกัน

ในทุกสงคราม ผู้ที่ต้องจ่ายราคาหนักที่สุดมักไม่ใช่ผู้นำประเทศหรือผู้วางแผนยุทธศาสตร์ แต่คือประชาชนธรรมดาที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจใดๆ เด็กจำนวนไม่น้อยต้องเติบโตท่ามกลางเสียงไซเรนเตือนภัย ครอบครัวจำนวนมากสูญเสียลูกหลานจากแรงระเบิดที่ตกลงมาโดยไม่เลือกเป้าหมาย

ตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางสำคัญของพลังงานโลก เมื่อความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจปะทุขึ้น ผลกระทบย่อมสะเทือนไปถึงเศรษฐกิจโลกทันที

หลายประเทศเริ่มประเมินความเสี่ยงอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องราคาพลังงาน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และความปลอดภัยของพลเมืองในต่างแดน รัฐบาลหลายแห่งเตรียมมาตรการรับมือ หากความขัดแย้งขยายตัวออกไปมากกว่านี้

โลกกำลังเผชิญช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หลายประเทศติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพราะรู้ดีว่าหากสงครามลุกลาม ผลกระทบย่อมกระจายไปทั่วโลก

แต่เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ภาพที่เห็นกลับสวนทางอย่างน่าประหลาด ขณะที่หลายประเทศกำลังอ่านแผนที่ความขัดแย้งและประเมินผลกระทบต่อความมั่นคงของตนเอง ในประเทศไทยกลับยังมีบางกลุ่มที่หมกมุ่นอยู่กับข้อถกเถียงเรื่องบัตรเลือกตั้งและบาร์โค้ดบนกระดาษหนึ่งใบ

กระบวนการเลือกตั้งของประเทศไทยเดินหน้ามาถึงขั้นตอนสำคัญแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อเป็นที่เรียบร้อย

ขั้นตอนต่อไปของระบบรัฐสภาคือการเปิดประชุมสภา เลือกประธานรัฐสภา และเข้าสู่การโหวตนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งรัฐบาล

กลไกเหล่านี้ถูกกำหนดไว้เพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความผันผวนจากความขัดแย้งระดับภูมิรัฐศาสตร์

แต่แทนที่สังคมจะหันไปตั้งคำถามเรื่องการเตรียมความพร้อมของประเทศ การเมืองไทยกลับย้อนกลับไปถกเถียงเรื่องบัตรเลือกตั้งอีกครั้ง

มีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง มีการกล่าวหาว่าสามารถสืบย้อนตัวผู้ใช้สิทธิ์ได้ และมีความพยายามขยายประเด็นดังกล่าวผ่านการเคลื่อนไหวและการออกสื่ออย่างต่อเนื่อง

ทั้งที่ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีช่องทางตามกฎหมายอยู่แล้ว หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความสุจริตของการเลือกตั้ง สิ่งที่ควรทำคือการนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล

การวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งสุจริตหรือไม่ หรือจะมีผลทางกฎหมายอย่างไร เป็นอำนาจของศาล

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นการทำให้ประเด็นบัตรเลือกตั้งถูกพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นประเด็นการเมืองที่ถูกขยายอย่างต่อเนื่อง

ความเคลื่อนไหวในช่วงหลังทำให้ประเด็นบัตรเลือกตั้งถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง นักวิชาการบางคนเดินสายออกสื่อแทบทุกวัน อธิบายบ้าง ตั้งคำถามบ้าง และบางครั้งพูดในทำนองราวกับกำลังทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดเสียเอง 

น้ำเสียงหลายครั้งฟังคล้ายผู้ตัดสินคดี มากกว่าจะเป็นผู้ตั้งข้อสังเกตทางวิชาการ ทั้งที่ในระบบกฎหมายของประเทศ อำนาจในการวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งสุจริตหรือไม่ เป็นอำนาจของศาล

ขณะที่อดีตกรรมการการเลือกตั้งบางคนซึ่งเคยอยู่ในระบบจัดการเลือกตั้ง ก็ออกมาร่วมวงวิจารณ์อย่างคึกคัก ราวกับมีพื้นที่ใหม่ให้กลับมาแสดงบทบาททางการเมืองอีกครั้ง

สมาชิกวุฒิสภาบางกลุ่มก็ไม่ยอมน้อยหน้า แทนที่จะใช้เวลาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ตรวจสอบกฎหมาย หรือผลักดันงานของรัฐสภา กลับกระโจนลงมาร่วมขบวนถกเถียงเรื่องบัตรเลือกตั้ง อย่างเอาจริงเอาจังเสียยิ่งกว่าหน้าที่ของตนเอง

รวมถึงนักการเมืองจากพรรคประชาชนหรือพรรคส้มบางส่วน ซึ่งออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีในการขยายประเด็นบัตรเลือกตั้ง หลังผลเลือกตั้งไม่เป็นไปตามจินตนาการของตนเองว่าจะคว้าชัยชนะเป็นอันดับหนึ่ง

ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การเคลื่อนไหวจากหลายฝ่าย หากเป็นการขยับตัวของกลุ่มคนแนวเดียวกัน ที่ผลัดกันออกมาพูด ผลัดกันตั้งข้อกล่าวหา บางส่วนถึงกับจัดการจำลองการลงคะแนนขึ้นมาเพื่อยืนยันข้อสงสัยของตนเอง

ทั้งที่ข้อเท็จจริงหนึ่งซึ่งทุกคนในวงการเมืองรู้ดีอยู่แล้วคือ การจำลองการเลือกตั้งหรือการทดลองระบบลงคะแนนในกิจกรรมใดก็ตาม ไม่มีพลังทางกฎหมายต่อการเลือกตั้งจริงแม้แต่น้อย

จะจำลองกี่ครั้ง จะทดลองอย่างไร ผลการเลือกตั้งก็ไม่เปลี่ยน และการเลือกตั้งก็ไม่กลายเป็นโมฆะจากการจำลองเหล่านั้น  อำนาจในการวินิจฉัยเรื่องนี้อยู่ในกระบวนการตามกฎหมาย ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการร้องเรียนและต้องรอคำวินิจฉัยของศาล

เมื่อมองภาพรวม การจัดการจำลอง การทดลองระบบลงคะแนน หรือการสร้างสถานการณ์เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย ล้วนมีลักษณะคล้ายการจัดฉากทางการเมือง ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ต่างจาก “ละครลิง” ที่มีทั้งการจัดฉาก การผลัดกันแสดงบทบาท และการส่งต่อคำพูดผ่านสื่อ

และทุกอย่างก็วนกลับมาที่จุดเดิม นั่นคือการตอกย้ำความเชื่อของผู้แสดงเองว่า การเลือกตั้งมีปัญหา

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงเรื่องบัตรเลือกตั้ง หากเป็นคำถามว่า ในเวลาที่สงครามกำลังลุกลามไปทั่วตะวันออกกลาง กลุ่มการเมืองและบุคคลบางกลุ่มในประเทศนี้กำลังทำอะไรกันอยู่ ระหว่างการติดตามสถานการณ์โลกและเตรียมประเทศให้พร้อมรับมือความผันผวนที่กำลังก่อตัวขึ้น

หรือการหมกมุ่นอยู่กับละครลิงบัตรเลือกตั้ง ที่ถูกจัดฉากและเล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่ข้อร้องเรียนยังอยู่ในกระบวนการตามกฎหมาย และคำตอบของเรื่องทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับผลทางกฎหมายที่จะออกมาตามกระบวนการนั้น.

– ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

Leave a comment