
5 มี.ค. 2569 11:59 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
เนปาลเปิดคูหาเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ชี้ชะตา “ขั้วอำนาจเก่า” ปะทะ “พลังคนรุ่นใหม่”
ชาวเนปาลเกือบ 19 ล้านคน ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด หลังเกิดเหตุประท้วงต่อต้านคอร์รัปชันครั้งใหญ่จนรัฐบาลเดิมล่มสลายเมื่อ 6 เดือนก่อน จับตาการห้ำหั่นระหว่างนักการเมืองรุ่นเก่าผู้ครองอำนาจมานาน กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ “Gen Z” ที่หวังนำนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงมาสู่ประเทศ
ชาวเนปาลเริ่มเข้าแถวรอลงคะแนนตั้งแต่เช้ามืดวันนี้ (5 มี.ค.) ทั้งในกรุงกาฐมาณฑุและพื้นที่ห่างไกล โดยการเลือกตั้งครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นการเลือกตั้งเพื่อเฟ้นหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทนรัฐบาลรักษาการ หลังจากเหตุการณ์ลุกฮือของประชาชนเมื่อเดือนกันยายน 2025 ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 77 ราย และอาคารรัฐบาลหลายแห่งถูกเผาทำลาย
นางสุศีลา การ์กี นายกรัฐมนตรีรักษาการ ได้ออกมาใช้สิทธิพร้อมขอบคุณประชาชน และเรียกร้องให้การเลือกตั้งดำเนินไปอย่างสงบ โดยระบุว่า “คะแนนเสียงของทุกคนจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของชาติ” ท่ามกลางกองกำลังทหารและตำรวจที่ตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่น
การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการพบกันของ 3 ขั้วอำนาจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้แก่นาย เคพี ชาร์มา โอลิ อดีตนายกรัฐมนตรีฝ่ายซ้าย ที่ถูกขับออกจากตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว และพยายามจะกลับมาทวงอำนาจคืน
นายบาเลนดรา ชาห์ วัย 35 ปี อดีตแรปเปอร์และนายกเทศมนตรีกรุงกาฐมาณฑุ จากพรรค Rastriya Swatantra (RSP) ผู้กลายเป็นสัญลักษณ์ของพลังคนรุ่นใหม่ และนายกากัน ทาปา วัย 49 ปี ผู้นำคนใหม่ของพรรค Nepali Congress พรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ ที่ประกาศจะยุติยุคสมัยของ “สโมสรนักการเมืองรุ่นดึก”
ไฮไลต์สำคัญคือเขตเลือกตั้งที่ 5 ในเมืองจาปา ซึ่งเป็นสนามประลองโดยตรงระหว่าง เคพี ชาร์มา โอลิ และ บาเลนดรา ชาห์ โดยคนในพื้นที่สะท้อนความเห็นว่า เลือดของคนรุ่นใหม่ที่เสียสละในช่วงการประท้วงจะต้องนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงและการบริหารงานที่โปร่งใส ไร้การทุจริต
ทั้งนี้ เนปาลต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ขนส่งอุปกรณ์เลือกตั้งไปยังพื้นที่ภูเขาสูงชัน รวมถึงบริเวณใกล้เคียงยอดเขาเอเวอเรสต์
ผู้สมัครกว่า 3,400 คน แข่งขันชิงที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 165 ที่นั่ง (ระบบเขต) และอีก 110 ที่นั่ง (ระบบบัญชีรายชื่อ) จากทั้งหมด 275 ที่นั่ง คณะกรรมการการเลือกตั้งคาดว่าจะทราบผลเบื้องต้นภายใน 24 ชั่วโมง แต่ผลคะแนนแบบบัญชีรายชื่ออาจใช้เวลานานกว่านั้น ด้านนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า อาจไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด ซึ่งจะนำไปสู่การเจรจาต่อรองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสมที่อาจกินเวลานานหลายวันหลังจากนี้.
ที่มา AFP