
6 มี.ค. 2569 10:44 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
“ควีน ปาห์ลาวี” ชี้ การเสียชีวิตของคาเมเนอีไม่ทำให้ระบอบอิสลามล่มสลายโดยอัตโนมัติ
“ฟาราห์ ปาห์ลาวี” พระชายาของ “โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี” ชาห์องค์สุดท้ายของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า การเสียชีวิตของ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถือเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้หมายความว่าระบอบสาธารณรัฐอิสลามของอิหร่านจะล่มสลายโดยอัตโนมัติ
คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังการโจมตีทางทหารของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่าน ซึ่งทำให้คาเมเนอีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนเสียชีวิต และส่งผลให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางเข้าสู่ความปั่นป่วน พร้อมตั้งคำถามต่ออนาคตทางการเมืองของอิหร่าน
อดีตจักรพรรดินีวัย 87 ปี ระบุว่า การเสียชีวิตของบุคคลหนึ่ง แม้จะมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างอำนาจเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าระบบการปกครองจะสิ้นสุดลงทันที พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกรักษาความเคารพต่ออธิปไตยของอิหร่าน และสนับสนุนให้ประชาชนอิหร่านกำหนดอนาคตของตนเอง
เธอกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางประเทศ คือความสามารถของประชาชนอิหร่านในการรวมตัวกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐที่ปกครองภายใต้หลักนิติธรรมอย่างสันติ เป็นระเบียบ และมีอธิปไตย
ฟาราห์ ปาห์ลาวี ยังกล่าวด้วยว่า เรซา ปาห์ลาวี บุตรชายของเธอ ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ และถูกมองว่าเป็นทางเลือกทางการเมืองหากระบอบสาธารณรัฐอิสลามล่มสลาย กำลังเตรียมแผนสำหรับกระบวนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว
เรซา ปาห์ลาวี วัย 65 ปี ได้รับความสนใจจากเวทีโลกมากขึ้นในช่วงการประท้วงทั่วประเทศอิหร่านที่ทวีความรุนแรงในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งตะโกนคำขวัญสนับสนุนบุตรชายของอดีตชาห์
ล่าสุดเขาโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ เรียกร้องให้ชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ในอิหร่านร่วมมือกันสร้างเอกภาพของชาติ และส่งสัญญาณไม่สนับสนุนให้ใช้ความขัดแย้งในปัจจุบันเป็นโอกาสผลักดันการแยกดินแดน
ขณะเดียวกัน ฟาราห์ ปาห์ลาวี ซึ่งลี้ภัยอยู่ในกรุงปารีสนับตั้งแต่การปฏิวัติอิหร่านปี 1979 ยังเรียกร้องให้ประชาคมโลกสนับสนุนสิทธิขั้นพื้นฐานของชาวอิหร่าน เช่น สิทธิในการเลือกผู้นำ การแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี และการมีชีวิตที่มีศักดิ์ศรีและความมั่งคั่ง
เธอย้ำว่า การสนับสนุนควรมุ่งไปที่ประชาชน ไม่ใช่ผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเรียกร้องให้ทางการอิหร่านใช้ความยับยั้งชั่งใจและหลีกเลี่ยงการนองเลือด
ก่อนหน้านี้ การประท้วงในกรุงเตหะรานเมื่อเดือนมกราคมถูกปราบปรามอย่างรุนแรง โดยสำนักข่าวนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน หรือ HRANA ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 7,000 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ประท้วง และคาดว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้ นอกจากนี้ยังมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 53,000 คนตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา
ฟาราห์ ปาห์ลาวี เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า กระแสการประท้วงครั้งล่าสุดของอิหร่าน “ไม่มีทางย้อนกลับได้” และชัยชนะของประชาชนอิหร่านจะไม่เพียงเป็นชัยชนะของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นชัยชนะของสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพของโลกด้วย
อดีตจักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์ลาวี และพระสวามี โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ถูกขับออกจากอิหร่านในเดือนมกราคมปี 1979 หลังการปฏิวัติของประชาชนที่โค่นล้มระบอบกษัตริย์ และนำไปสู่การก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในเวลาต่อมา.
ที่มา AFP