
พรรค(กึ่ง)ประชาชน! ประชาธิปไตยแบบ ‘เลือกที่รักมักที่ฟ้อง’
วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.38 น.
ภาพลักษณ์ของพรรคส้มที่ผ่านมา วางตัวเป็นกลุ่มการเมืองก้าวหน้าที่กล้าท้าทายอำนาจเดิม นำเสนอตัวตนว่าเคียงข้างสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม และเรียกร้องพื้นที่การถกเถียงที่เปิดกว้างมาโดยตลอด
แต่แถลงการณ์เรื่องมาตรการฟ้องร้องผู้ที่พรรคระบุว่า “บิดเบือนข้อมูล” กลับเผยให้เห็นตัวตนที่เปลี่ยนไป จนถูกตั้งคำถามว่านี่คือพรรคของประชาชนจริงๆ หรือเป็นพรรคของประชาชนเพียง “กึ่งหนึ่ง”
เพราะในวันที่พรรคเป็นฝ่ายวิจารณ์ผู้อื่น พรรคพูดถึงหลักการเสรีภาพอย่างสวยหรูและเรียกร้องมาตรฐานที่สูงส่ง
แต่พอถึงคราวที่ตนเองถูกตรวจสอบ กลับเลือกพึ่งพามาตรการทางกฎหมายเพื่อตอบโต้ในทันที ซึ่งขัดกับสิ่งที่พรรคเคยประกาศไว้
รอยร้าวระหว่างจุดยืนกับวิธีการในวันนี้ กำลังทำให้สังคมเห็นภาพความย้อนแย้งของการเป็นคนรุ่นใหม่ ที่ใจกว้างเฉพาะกับเสียงสนับสนุน แต่กลับไม่เปิดกว้างต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์
ในโลกโซเชียลมีเดีย การถูกบิดเบือนข้อมูลหรือข่าวเท็จเป็นสิ่งที่องค์กรสาธารณะต้องเผชิญเป็นปกติ ซึ่งพรรคย่อมมีสิทธิชอบธรรมในการปกป้องชื่อเสียงของตนเอง
แต่ประเด็นสำคัญคือ พรรคการเมืองที่อ้างความทันสมัยควรมีวุฒิภาวะในการรับมือด้วยความใจกว้าง เพราะพรรคมีทั้งบุคลากรและเครื่องมือสื่อสารมหาศาลที่ใช้ชี้แจงข้อเท็จจริงได้ตลอดเวลา
การต่อสู้ด้วยข้อมูลคือวิถีปกติของสังคมที่พัฒนาแล้ว ความสง่างามจะเกิดขึ้นเมื่อพรรคใช้ความจริงหักล้างวาทกรรมต่อหน้าสาธารณชน ไม่ใช่การใช้ศาลเป็นเครื่องมือตัดสินข้อโต้แย้งทางการเมือง
ความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นเมื่อพรรคกล้าเปิดเผยความจริง ไม่ใช่การสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวผ่านกระบวนการทางกฎหมาย จนประชาชนไม่กล้าแม้แต่จะสะท้อนความเห็น
แถลงการณ์ฟ้องร้องในครั้งนี้ คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คำว่าอุดมการณ์ดูเบาบางลงทันที เมื่อหลักการเสรีภาพถูกนำมาใช้แบบ “ต่างมาตรฐาน” โดยอ้างเรื่องข่าวปลอมขึ้นมาเป็นเหตุผลประกอบ
การฟ้องร้องอาจจัดการปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่ในระยะยาวมันจะกลายเป็นรอยด่างพร้อย เพราะความก้าวหน้าที่พรรคเคยโฆษณาไว้จะไร้ความหมายทันที หากพรรคเลือกปฏิบัติเฉพาะกับคนเห็นต่าง
พรรคที่ต้องการเป็นความหวังใหม่ ต้องยอมรับความจริงว่าประชาชนไม่ได้มีแต่เสียงสนับสนุน หากรวมถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงหรือคลาดเคลื่อนบ้างตามวิถีการเมืองยุคใหม่
เมื่อเสรีภาพถูกหยิบมาใช้เฉพาะในเวลาที่ได้ประโยชน์ แต่หายไปในยามที่ถูกตรวจสอบ ภาพลักษณ์ที่ดูทันสมัยก็จะค่อยๆ เสื่อมสลายลง และสิ่งที่เหลือทิ้งไว้มีเพียงประชาธิปไตยในรูปแบบ “เลือกที่รักมักที่ฟ้อง” เท่านั้น
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์