ดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง “หุบเขามรณะ” พื้นที่แห้งแล้งที่สุดในอเมริกา งามที่สุดในรอบ 10 ปี

ดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง "หุบเขามรณะ" พื้นที่แห้งแล้งที่สุดในอเมริกา งามที่สุดในรอบ 10 ปี

10 มี.ค. 2569 16:27 น.

ดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง “หุบเขามรณะ” พื้นที่แห้งแล้งที่สุดในอเมริกา งามที่สุดในรอบ 10 ปี

จากพื้นดินที่เคยแห้งแล้งดินแตกระแหง กลับกลายเป็นทุ่งดอกไม้สีทองสุดตระการตา เมื่อปรากฏการณ์ “ซูเปอร์บลูม” เข้าแต่งแต้มสีสันให้ “หุบเขามรณะ” พื้นที่ที่แห้งแล้งที่สุดในอเมริกา หลังได้รับปริมาณน้ำฝนมากที่สุดในรอบหลายปี เผยเป็นความงามเพียงชั่วคราวที่หาชมได้ยากและอาจไม่เกิดขึ้นอีกนานนับปี

อุทยานแห่งชาติเดธวัลเลย์ (Death Valley National Park) สถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าแห้งแล้งที่สุดในอเมริกาเหนือและร้อนที่สุดในโลก กำลังกลายเป็นจุดสนใจของคนทั่วโลก เมื่อเกิดปรากฏการณ์พืชพรรณนานาชนิดพากันผลิบานพร้อมกันจนเต็มทุ่ง หรือที่เรียกว่า “ซูเปอร์บลูม” เปลี่ยนภูมิทัศน์สีน้ำตาลอันอ้างว้างให้กลายเป็นพรมสีทองอร่ามและสีสันสดใสอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนัก

แม้อุทยานบางแห่งในแคลิฟอร์เนียใต้และเนวาดาจะมีการบานของดอกไม้ป่าเป็นประจำทุกปี แต่สำหรับเดธวัลเลย์แล้ว ปรากฏการณ์นี้ถือว่าเกิดขึ้นได้ยากมาก โดยแมตธิว ลามาร์ เจ้าหน้าที่อุทยานระบุว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ดอกไม้บานสวยงามที่สุดนับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา ปัจจัยสำคัญมาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาซึ่งถือเป็นเดือนที่เปียกชื้นที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เมล็ดพันธุ์ที่ฝังตัวอยู่ใต้ดินมานานนับปีได้รับความชุ่มชื้นและงอกเงยขึ้นมา

ดอกไม้ที่เป็นนางเอกของงานนี้คือ “เดเซิร์ต โกลด์” (Desert Gold) หรือทานตะวันทะเลทรายที่บานสะพรั่งจนดูเหมือนพรมสีทอง ปกคลุมไปทั่วบริเวณหุบเขา แซมด้วยสีม่วงของดอกฟาซีเลีย (Phacelia) สีขาวนวลของพริมโรส (Brown-eyed Primrose) และสีชมพูของดอกเดเซิร์ตไฟว์สปอต (Desert Five-spot)

นักนิเวศวิทยาชี้ให้เห็นว่า ปรากฏการณ์นี้ช่วยลบความเชื่อผิดๆ ที่ว่าทะเลทรายไม่มีสิ่งมีชีวิต เพราะพืชและสัตว์ในเดธวัลเลย์ได้พัฒนากลยุทธ์อันชาญฉลาดในการเอาตัวรอดท่ามกลางสภาพอากาศที่สุดโต่ง เมล็ดพันธุ์เหล่านี้สามารถรอคอยน้ำได้นานนับทศวรรษเพื่อรอจังหวะที่เหมาะสมที่สุดในการเติบโต

สำหรับผู้ที่ต้องการชมความงามนี้ต้องรีบ  เนื่องจากดอกไม้เหล่านี้มีอายุสั้น โดยพื้นที่ในระดับความสูงต่ำจะคงความงามไปจนถึงช่วงกลางหรือปลายเดือนมีนาคมนี้เท่านั้น (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ) ส่วนพื้นที่ในระดับที่สูงขึ้นไปจะเริ่มบานในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน

เจ้าหน้าที่อุทยานและนักนิเวศวิทยาได้ฝากคำเตือนถึงนักท่องเที่ยวว่าห้ามเดินออกนอกเส้นทาง เพื่อป้องกันการเหยียบย่ำดอกไม้และพืชพรรณ รวมถึงห้ามเด็ดดอกไม้ เพราะการเด็ดดอกไม้ 1 ดอก หมายถึงเมล็ดพันธุ์ที่จะลดน้อยลงสำหรับคนรุ่นหลัง และการเด็ดดอกไม้ในอุทยานถือเป็นเรื่องต้องห้ามตามกฎหมาย พร้อมเตือนให้ระวังดอกฟาซีเลียสีม่วงอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังหากสัมผัส รวมถึง “หนอนผีเสื้อเหยี่ยว” (Sphinx Moth Caterpillars) ที่กำลังคลานหาอาหารบนพื้นดินก่อนจะฝังตัวกลายเป็นดักแด้

เจ้าหน้าที่ลามาร์กล่าวทิ้งท้ายว่า “นี่คือช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการมาเยือนเดธวัลเลย์เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าปรากฏการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อไหร่”.

ที่มา ASSOCIATED PRESS

Leave a comment