
อัษฎางค์ ชำแหละโผ อนุทิน 2 ครม.สไตล์ คนละครึ่ง ชูโมเดล ความเก่งประสานความเก๋า
วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.39 น.
วันที่ 10 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อนุทิน 2 ครม.สไตล์ “คนละครึ่ง” #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
การจัดทัพรัฐมนตรีของรัฐบาลอนุทิน สะท้อนถึงกลยุทธ์ “อนุทิน-เนวินสไตล์” หรือ การบริหารแบบ “คนละครึ่ง” คือการผสมผสานระหว่างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือกับเสถียรภาพทางการเมือง ผมขอแบ่งเป็น 3 กลุ่ม
1. กลุ่ม “มืออาชีพ” (The Technocrats)
กลุ่มนี้ถูกวางไว้เป็น “หน้าตา” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคธุรกิจและสังคม โดยดึงคนนอกที่เป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริงมาคุมกระทรวงเศรษฐกิจและต่างประเทศ ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รมว.คลัง), นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ (รมว.พาณิชย์) และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (รมว.ต่างประเทศ) กลุ่มนี้เป็นการแก้จุดอ่อนเดิมที่ถูกมองว่านักการเมืองคุมเศรษฐกิจไม่เก่ง การใช้ “เทคโนแครต” ช่วยลดแรงต้านและสร้างความเชื่อมั่นว่านโยบายเศรษฐกิจ (เช่น คนละครึ่งพลัส) จะขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูลและความเชี่ยวชาญมากกว่าการเมืองบริสุทธิ์
2. กลุ่ม “ตอบแทนกลุ่มการเมือง”
กลุ่มนี้ประกอบด้วยแกนนำกลุ่มการเมืองที่นำเสียง สส. มาเติมเต็มเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมือทำงานที่ “เก๋าเกม” ในสนามการเมือง ได้แก่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (รมว.พลังงาน), นายวราวุธ ศิลปอาชา (รมว.อุตสาหกรรม) และ นายสุชาติ ชมกลิ่น (รมว.ทรัพยากรฯ) กลุ่มนี้เป็นการจัดสรรตำแหน่งให้คนกลุ่มนี้คือ “รางวัล” สำหรับการรักษาฐานเสียงและการย้ายขั้วทางการเมือง สะท้อนว่ารัฐบาลยังต้องพึ่งพา “มุ้งการเมือง” เพื่อรักษายอดเสียงในสภา (ประมาณ 280-290 เสียง) ให้แน่นปึก
3. กลุ่ม “ทายาทนักการเมือง/บ้านใหญ่”
นี่คือกลุ่มที่น่าสนใจที่สุดในรอบนี้ คือการผลัดใบสู่ “รุ่นลูก” หรือที่สื่อมักเรียกว่า “แก๊งลูกบังเกิดเกล้า” เพื่อลดแรงเสียดทานเรื่องภาพลักษณ์เดิมๆ ของคนรุ่นพ่อที่ลี้ภัยทางจริยธรรม โดยแกนนำ “รุ่นพ่อ” หลายคนมีความเสี่ยงเรื่องคุณสมบัติและจริยธรรม การส่ง “ลูก” ที่มีประวัติสะอาด จึงเป็นวิธีเดียวที่จะรักษาโควตารัฐมนตรีของตระกูลไว้ได้โดยไม่ถูกสกัดกั้นทางกฎหมาย
ทายาทเหล่านี้มักมีประวัติการศึกษาสูงจากต่างประเทศ มีภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ซึ่งพรรคภูมิใจไทยใช้จุดนี้ในการแก้ภาพลักษณ์ “เจ้าพ่อท้องถิ่น” ให้กลายเป็น “นักบริหารรุ่นใหม่” เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม “รัฐมนตรีที่มาตามนามสกุล มักมีพันธนาการมากกว่ารัฐมนตรีที่มาตามความสามารถ“ คนกลุ่มนี้ได้แก่ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์, นายไชยชนก ชิดชอบ, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์
สำหรับคนกลุ่มนี้ในมุมบวกด้านโอกาส: ทายาทกลุ่มนี้ได้เปรียบเรื่อง “แต้มต่อทางการเมือง” เพราะมีฐานเสียงที่แน่นปึกจากตระกูล ทำให้ไม่ต้องพะวงเรื่องคะแนนเสียงมากนัก และสามารถโฟกัสที่การทำงานในกระทรวงได้หากมีความตั้งใจจริง
ส่วนในด้านความท้าทาย: ทายาทเหล่านี้ต้องเผชิญกับคำครหาว่าเป็น “ร่างทรง” ของผู้เป็นพ่อ หากไม่สามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมหรือมีอิสระในการตัดสินใจ สังคมจะมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจแบบเผด็จการท้องถิ่น ซึ่งอาจเป็นชนวนเหตุของ “วิกฤตศรัทธา” ในอนาคต
สรุป
รัฐบาลอนุทิน 2 พยายามสร้าง “สมดุลระหว่างความเก่งและความเก๋า” โดยใช้สูตรหน้าตาเป็นสากล (มืออาชีพ) + ฐานรากเป็นบ้านใหญ่ (การเมือง)ความเสี่ยงที่ต้องระวังคือ หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการ “ปันเค้ก” หรือตอบแทนกลุ่มการเมืองมากเกินไปจน “มืออาชีพ” ทำงานลำบาก หรือเกิดกรณีการสอดแทรกงบประมาณเพื่อเอื้อประโยชน์พื้นที่บ้านใหญ่ ความเชื่อมั่นที่อุตส่าห์ดึงมืออาชีพมาประดับไว้ก็จะเลือนหายไปอย่างรวดเร็วจุดชี้วัดอยู่ที่ว่ารัฐมนตรี “รุ่นลูก” จะพิสูจน์ตัวเองได้หรือไม่ว่าเขามี “ของ” มากกว่าแค่นามสกุลที่พ่วงท้ายมา