
สส.เป็นของเรา คดีเป็นของคุณ จาก ม.112 ถึง นับใหม่ มวลชนส้ม โดนเท ซ้ำซาก
วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.46 น.
ภาพของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่นำทัพ ส.ส. พรรคประชาชน (ปชน.) เดินตบเท้าเข้าสู่รัฐสภาเพื่อรายงานตัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มชื่นมื่นเมื่อวันก่อน กำลังกลายเป็นภาพสะท้อนที่ย้อนกลับไปถามถึง “ต้นทุน” ของความเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นล้อมหีบบัตรเลือกตั้งที่ชลบุรี ประเด็นบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง หรือเพดานมาตรา 112 ที่เคยถูกชูไว้สูงลิบ จนสุดท้ายเหลือเพียง “คดีความ” ที่ทิ้งไว้เบื้องหลังให้กับมวลชน ขณะที่แกนนำพรรคก้าวข้ามสู่บทบาทใหม่ในสภาฯ ด้วยใบหน้าเปื้อนบิ้ม
ย้อนกลับไปในช่วงที่กระแสการตรวจสอบ กกต. พุ่งพล่าน สมรภูมิที่ดุเดือดที่สุดคงหนีไม่พ้น ชลบุรี เขต 1 ซึ่งถูกปูพรมด้วยวาทกรรม “โกงเลือกตั้ง” โดยมีแกนนำระดับแม่เหล็กของพรรคลงพื้นที่ปักหลักขยี้ประเด็นอย่างเข้มข้นจนเกิด “ดาวเด่น” ภาคประชาชนขึ้นมาในชั่วข้ามคืน ภาพจำที่สื่อบางสำนักยกย่องให้เป็นฮีโร่ในเวลานั้น คือ น.ส.เบญจพร สุขสว่าง หญิงสาวสวมเสื้อลิเวอร์พูลสีแดงที่กลายเป็นไวรัลจากการบุกเข้าไปเปิดหีบบัตรเลือกตั้ง และ น.ส.มนัสนันท์ กรเกษม หรือ “เจ๊ตอง” หญิงร่างท้วมผู้มีลีลาการปราศรัยดุดันปลุกเร้ามวลชนหน้าสถานที่นับคะแนน
.jpg)
แฟ้มภาพ
ทว่าเมื่อแสงไฟจากสปอร์ตไลท์ดับลง และพรรคเปลี่ยนผ่านสู่บริบทใหม่ ผลลัพธ์ที่ตามมากลับเป็นชะตากรรมที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว เมื่อ ผอ.เลือกตั้ง เขต 1 ชลบุรี แจ้งความเอาผิดกลุ่มแนวร่วม 3 รายรวด คือ น.ส.มนัสนันท์ (เจ๊ตอง), น.ส.เบญจพร (สาวเสื้อแดง) และ น.ส.กนกวรรณ สร้อยสม (เฟิร์น) ในข้อหาหนักทั้งบุกรุก ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ และทำลายหีบบัตรเลือกตั้ง ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และเสี่ยงถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนานถึง 20 ปี ขณะที่เหล่าขุนพลพรรคที่เคยไปยืนเคียงข้างปลุกใจในวันนั้น วันนี้กลับเดินรายงานตัวเข้าสภาฯ อย่างหน้าชื่นตาบาน ทิ้งให้ “ฮีโร่ชั่วคราว” ต้องเดินสายพบทนายและสู้คดีเพียงลำพัง
ไม่เพียงแค่สมรภูมิชลบุรี พรรคประชาชนยังเคยเดินหน้าเขย่าความเชื่อมั่นผ่านประเด็น “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” โดยอ้างว่าทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ มีการระดมนักวิชาการและอินฟลูเอนเซอร์มาร่วมทำ “การเลือกตั้งจำลอง” เพื่อดิสเครดิต กกต. อย่างเป็นระบบ แต่เมื่อประเด็นนี้จุดไม่ติดและไม่สามารถเปลี่ยนผลการเลือกตั้งได้จริง กระแสก็เงียบหายไป ทิ้งไว้เพียง “ตัวเลขจำเลย” ที่เพิ่มขึ้นอีก 6 คนจากการเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ยุทธศาสตร์การเมืองที่ใช้มวลชนเป็น “เบี้ย” เพื่อสร้างแรงกดดันชั่วคราว แต่เมื่อพรรคได้ที่นั่งในสภาฯ ประเด็นเหล่านี้กลับถูกลดระดับความสำคัญลงทันที

แฟ้มภาพ
สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับแนวร่วมสายอุดมการณ์ คือปรากฏการณ์ซ้ำรอยในกรณีการชูธงแก้ มาตรา 112 ซึ่งเคยเป็นจุดขายสูงสุดของพรรคส้มในอดีต ที่มีการปลุกเร้าเยาวชนและคนรุ่นใหม่จนเกิดการเคลื่อนไหวบนท้องถนนและต้องคดีความกันถ้วนหน้า
แต่ในวันที่พรรคต้องการรักษาสถานะทางอำนาจ กลับมีการ “ลดเพดาน” และประกาศชัดเจนว่าไม่มีนโยบายแก้ 112 อีกต่อไป กลายเป็นความโหดร้ายทางการเมือง เพราะในขณะที่ “ตัวพรรค” ปรับตัวเพื่อความอยู่รอด แต่มวลชนที่หลงเชื่อกลับต้องกลายเป็นผู้ “ติดคุกฟรี” โดยที่อุดมการณ์ต้นทางถูกสละทิ้งเพื่อแลกกับตั๋วเข้าสู่กระบวนการทางอำนาจต่อไป

แฟ้มภาพ
บทสรุปของการเข้าสภาฯ ในรอบนี้ จึงไม่ใช่แค่การเริ่มหน้าที่ ส.ส. แต่มันคือการตอกย้ำความลักลั่นของ “การเมืองสายกระแส” ที่ใช้ “มวลชนเป็นเชื้อเพลิง” ในการขับเคลื่อน เมื่อถึงจุดหมาย พรรคก็ได้ครองเก้าอี้และงบประมาณแผ่นดิน ขณะที่มวลชนแนวร่วมที่ออกตัว ออกหน้าให้ขับเคลื่อนประเด็นที่พรรคจุดขึ้นมา กลับต้องเผชิญวิบากกรรมตามยถากรรม บทเรียนจากชลบุรีถึงมาตรา 112 สอนให้รู้ว่า ในสมรภูมิอำนาจ “พรรค” มักจะมีร่มชูชีพส่วนตัวเสมอ แต่สำหรับ “มวลชน” ที่เดิมพันด้วยอิสรภาพ พวกเขามักจะถูกทิ้งให้เผชิญกับพายุเพียงลำพัง… ในวันที่แกนนำพรรคเดินหน้าฉลองชัยชนะอย่างเป็นทางการ