อดีตผู้พิพากษาชำแหละบทเรียน ใบส้ม และเกราะคุ้มกันตามมาตรา 23

อดีตผู้พิพากษาชำแหละบทเรียน ใบส้ม และเกราะคุ้มกันตามมาตรา 23

อดีตผู้พิพากษาชำแหละบทเรียน ใบส้ม และเกราะคุ้มกันตามมาตรา 23

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.23 น.

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กว่า ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่กับการตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการ: บทเรียน “ใบส้ม” และเกราะคุ้มกันตามมาตรา 23

ในระบอบนิติรัฐ การใช้ “ดุลพินิจ” (Discretion) ของเจ้าหน้าที่ของรัฐคือการใช้อำนาจภายใต้กรอบของเหตุผล ทว่าคดีประวัติศาสตร์ของ นายสุรพล เกียรติไชยากร อดีตผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 8 พรรคเพื่อไทย ได้กลายเป็นกรณีศึกษาที่ชวนสังคมตั้งคำถามถึง “ความรับผิดชอบของรัฐ” เมื่อดาบที่ใช้รักษากฎหมายกลับทำลายสิทธิเสรีภาพของบุคคลเสียเอง

1. ลำดับเหตุการณ์: จากชัยชนะท่วมท้นสู่ “ใบส้ม”

ชัยชนะที่สูญเปล่า: ปี 2562 คุณสุรพลชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนสูงถึง 52,106 คะแนน แต่กลับถูก กกต. สั่งระงับสิทธิสมัคร (ใบส้ม) 1 ปี และสั่งเลือกตั้งใหม่
ชนวนเหตุ: การถวายปัจจัย 2,000 บาท และนาฬิกาให้พระสงฆ์เพื่อสนับสนุนชุด ชรบ.
มุมมอง กกต.: ตีความว่าเป็นการให้ทรัพย์สินเพื่อ “จูงใจ” ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
มุมมองศาลฎีกา (คดีเลือกตั้ง): ตัดสินว่า “ไม่มีความผิด” เพราะเป็นการทำบุญตามปกติวิสัยและเพื่อสาธารณประโยชน์ (คำพิพากษาที่ 4209/2563)

2. ดุลพินิจ: จาก “วินิจฉัย” สู่ “ตัดสินใจ”

คดีนี้สะท้อนการใช้ดุลพินิจ 2 ชั้นที่ผิดพลาด:
ดุลพินิจวินิจฉัย (Discretionary Determination): กกต. ตีความข้อเท็จจริงผิดพลาด จนนำไปสู่การสรุปว่าพฤติการณ์เข้าข่ายผิดกฎหมาย
ดุลพินิจตัดสินใจ (Discretionary Choice): เมื่อวินิจฉัยผิด กกต. จึงเลือกใช้มาตรการ “ใบส้ม” ซึ่งเป็นมาตรการที่รุนแรงและไม่อาจแก้ไขเยียวยาได้เมื่อกระบวนการเดินหน้าไปแล้ว

3. การตรวจสอบโดยองต์กรตุลาการ: ความสมเหตุสมผล vs ข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาทำหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายและใช้ หลักความสมเหตุสมผล (Rationality) ชี้ให้เห็นว่าคำสั่ง กกต. ปราศจากฐานข้อเท็จจริงรองรับ เพราะ “เจตนา” ไม่ใช่การซื้อเสียง แต่เป็นการทำตามจารีตประเพณี

4. มาตรา 23: “เกราะคุ้มกัน” ที่เหนือกว่าความผิดพลาด

ประเด็นที่น่าตกใจที่สุดคือ คดีแพ่งที่เรียกค่าเสียหาย 70 ล้านบาท แม้ศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์จะสั่งให้ กกต. ชดใช้ แต่ศาลฎีกาที่ 8891/2568 (อ่านเมื่อ 10 มี.ค. 2569) กลับพิพากษายกฟ้อง! โดยน่าจะมีหัวใจสำคัญคือ มาตรา 23 แห่ง พ.ร.ป. เลือกตั้ง สส. ที่บัญญัติว่า:
“หากกระทำโดย ‘สุจริต’ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง” 

5. วิพากษ์: “เอกสิทธิ์” ที่ไร้ผู้รับผิดชอบ

กฎหมายมาตรานี้สร้าง เอกสิทธิ์ (Privilege) ที่กว้างขวางมาก จนเกิดภาวะ “ความยุติธรรมที่ว่างเปล่า” (Empty Justice):

ศาลหนึ่งบอก: กกต. ทำผิด (คำสั่งไม่ชอบ)

อีกศาลบอก: กกต. ไม่ต้องรับผิด (เพราะถือว่าสุจริต)

ผลลัพธ์: ผู้บริสุทธิ์เสียโอกาสทางการเมือง 4 ปีเต็ม โดยไม่ได้รับการชดเชยแม้แต่บาทเดียว!

6. บทสรุปและทางออก: การเยียวยาที่ขาดหาย

การคุ้มครองเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องไม่กลายเป็น “ใบอนุญาตให้ประมาท” 
ทางออกที่ยั่งยืนคือ:
การแยกความรับผิด: แม้ตัวบุคคล (เจ้าหน้าที่) จะไม่ต้องรับผิด แต่ “หน่วยงานของรัฐ” ต้องรับผิดชอบตามหลักความรับผิดโดยปราศจากความผิด (Strict Liability) 
กองทุนเยียวยา: รัฐพึงมีกลไกชดเชยค่าเสียโอกาสให้ประชาชน เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดของรัฐต้องกลายเป็น “ภาระความซวย” ของประชาชนฝ่ายเดียว 
ดุลพินิจที่ปราศจากการเยียวยา คืออำนาจที่ล้นเกิน และจะทำลายความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยในที่สุด 

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

11/3/69 

Leave a comment