
15มี.ค.นัดเลือกประธานสภา รีบตั้งรัฐบาล 19มี.ค.โหวตนายกรัฐมนตรี
วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
15มี.ค.นัดเลือกประธานสภา รีบตั้งรัฐบาล 19มี.ค.โหวตนายกรัฐมนตรี เดือนเม.ย.ได้ครม.ชุดใหม่ ร่างพรฎ.ประชุมสภาฉลุย
“อนุทิน”ลาประชุมครม.มอบ“พิพัฒน์”ปธ.แทนโดยครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 โดยยังมิได้ระบุวันที่ เรียกประชุมรัฐสภา รอนำขึ้นทูลเกล้าฯ เปิดไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาล“อนุทิน2”ชัด เดินหน้าสู่รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา14มี.ค.ก่อนนัด15.มีค.เลือก“ปธ.สภา-รองปธ.สภา”ถัดโหวตนายกฯ19มี.ค.คาดฟอร์มครม.ใหม่ได้กลางเมษายน “โสภณ”บอกถึงเวลารู้เอง หลังสะพัดนั่ง ปธ.สภา ปัดมติ ภูมิใจไทย ด้าน‘กล้าธรรม’รับสภาพ พร้อมทำทุกบทบาท นัด14มี.ค.คุยก่อนโหวตปธ.สภาฯ ‘โรม’ฟาด’ครม.ลูกเทพ’ซัดเอาตระกูลนำ’ความสามารถ’หวั่นปท.พัง รับมือความท้าทายไม่ไหว ยันไม่มีวันโหวตให้‘อนุทิน’จี้ถาม‘ธรรมนัส’พรรคกล้าธรรมจะอยู่ฝั่งไหน
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น.ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มอบหมาย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
อนุทิน-ธรรมนัส ลาประชุมครม.
ขณะที่ครม.แจ้งลาการประชุมได้แก่นายอนุทิน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข
โดยมีวาระเพื่อพิจารณาสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.)จะเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ.2569เพื่อกำหนดกรอบการเปิดประชุมรัฐสภาหลังจากขั้นตอนรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสร็จสิ้นแล้ว เป็นต้น บรรยากาศการประชุม ครม.วันนี้บรรดารัฐมนตรีและทีมงานต่างสวมเสื้อเชิ้ตแทนการใส่สูทผูกไทมาร่วมประชุม ตามมาตรการลดใช้พลังงาน
ครม.ผ่านร่างพรฎ.เรียกประชุมรัฐสภา
เวลา 12.30น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ (โดยยังมิได้ระบุวันที่เรียกประชุมรัฐสภา) สำหรับวันเรียกประชุมรัฐสภา มอบให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีประสานกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานองคมนตรีเมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับเลือกตั้งถึงร้อยละเก้าสิบห้าของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดแล้ว (จำนวน 475 คน)ให้นำร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯถวายต่อไป
นางสาวอัยรินทร์กล่าวว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 83บัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคนโดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนสี่ร้อยคน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่งร้อยคน มาตรา 84 บัญญัติให้ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งถึงร้อยละเก้าสิบห้าของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดแล้ว (จำนวน 475 คน) หากมีความจำเป็นจะต้องเรียกประชุมรัฐสภาก็ให้ดำเนินการเรียกประชุมรัฐสภาได้ และมาตรา 85 วรรคสี่ บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของเขตเลือกตั้งทั้งหมด
โดยยังมิได้ระบุวันรอนำขึ้นทูลเกล้าฯ
ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องตรวจสอบเบื้องต้นและประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็วแต่ต้องไม่ช้ากว่าหกสิบวันนับแต่วันเลือกตั้ง(ภายในวันที่ 8 เมษายน2569)ประกอบกับมาตรา 121วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป(ภายในวันที่22เมษายน2569)ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก
และมาตรา122วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่ บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภาทรงเปิดและทรงปิดประชุม โดยพระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำรัฐพิธีเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งแรกด้วยพระองค์เอง หรือโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาทซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้วหรือผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้แทนพระองค์ มาทำรัฐพิธีก็ได้ ทั้งนี้ การเรียกประชุมให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา
ดังนั้น เพื่อให้การเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยสลค.จึงได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ.2569ขึ้น(โดยยังมิได้ระบุวันที่เรียกประชุมรัฐสภา)และได้ประสานกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานองคมนตรี เมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับเลือกตั้งถึงร้อยละเก้าสิบห้าของจำนวนสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดแล้ว เพื่อจะได้นำร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ต่อไป
ไทม์ไลน์จัดตั้งรัฐบาลเริ่มชัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับไทม์ไลน์กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เริ่มเห็นภาพชัด หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 399 เขต จากจำนวน 400 เขต ยังคงเหลือ เขต 2 จ.สุพรรณบุรีซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.)และการรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อทั้ง 100 คนไปแล้ว ดังนั้นเมื่อกกต.รับรองผลสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกิน95%ของจำนวนทั้งหมดตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญทำให้สามารถเปิดประชุมรัฐสภาได้อย่างเป็นทางการ และเริ่มต้นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ในปี2569
14มี.ค.รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา
ไทม์ไลน์สำคัญเริ่มต้น ในวันที่ 14 มีนาคม 2569 ซึ่งจะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุม ถือเป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการทางรัฐสภา จากนั้น คาดว่าจะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก ประมาณวันที่ 15 มีนาคม เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทน 2 คน
ลุ้นนัดโหวตนายกฯ19มี.ค.
สำหรับในขั้นตอนสำคัญถัดมา คือ การประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการประเมินว่า อาจเกิดขึ้นเร็วที่สุด ในวันที่ 19 มีนาคม 2569 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีโอกาสได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง หากได้รับเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ปลาย มี.ค. 2569 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
คาดได้ครม.ใหม่กลางเม.ย.
หลังการโหวตนายกรัฐมนตรีกระบวนการจะเข้าสู่ขั้นตอนทูลเกล้าฯแต่งตั้งนายกฯและการฟอร์มจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พร้อมตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีก่อนเสนอรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ คาดว่าการจัดตั้ง ครม.จะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน อาจก่อนวันสงกรานต์และรัฐบาลอาจแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในช่วงปลายเมษายนถึงต้นพฤษภาคม ก่อนเริ่มบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ
“โสภณ”ปัดมติภท.เสนอนั่งปธ.สภา
ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย โสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะสส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าว ว่าที่ประชุมพรรคภูมิใจไทยได้มีมติ จะเสนอชื่อให้นั่งตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ยังไม่มีมติ ซึ่งในวันที่ 14 มีนาคม จะเป็นรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา และในวันที่ 15 มีนาคมจะเป็นการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และขอยืนยันว่าในงานสัมมนาพรรคภูมิใจไทยที่จังหวัดบุรีรัมย์นั้นไม่ได้มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ และก็ไม่มีการพูดคุยกันที่ไหนเมื่อถึงเวลาก็จะรู้เอง เมื่อถามว่าหากได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ใช่หรือไม่ นายโสภณตอบว่า ตนเคยพูดไว้นานแล้ว ว่าไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหนก็จะทำเต็มที่ และทำได้ดีด้วยเมื่อถามว่าขณะนี้มีความชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ ว่าตำแหน่งรองประธานสภาคนที่1 เป็นของพรรคภูมิใจไทย และตำแหน่งรองประธานสภาคนที่2 เป็นของพรรคเพื่อไทย นายโสภณกล่าวว่า ตามข่าวก็น่าจะเป็นแบบนั้น
กธ.รับสภาพพร้อมทำทุกบทบาท
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรมให้สัมภาษณ์ภายหลังมีความชัดเจนมากขึ้นว่าพรรคกล้าธรรมจะไม่ได้เป็นรัฐบาลว่า ก็มีการคุยกันในพรรค เราพร้อมทำทุกบทบาท ผู้สื่อข่าวถามว่า ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค กล้าธรรมได้ให้กำลังใจ สส.ในพรรคอย่างไรบ้าง นายอรรถกรกล่าวว่าร.อ.ธรรมนัสบอกว่า เราก็ทำหน้าที่ของเรา ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมา ประชาชนมอบความไว้วางใจให้เราถึง 58 ที่นั่ง เราจะทำหน้าที่ของเราตามที่ทำได้
เสียดายไม่ได้ทำนโยบายที่ดินต่อ
เมื่อถามว่าเสียใจหรือไม่จากที่คาดหวังว่าจะได้ทำนโยบายเรื่องที่ดินส.ป.ก.ต่อซึ่งเป็นจุดขายที่ทำให้พรรคกล้าธรรมได้รับเลือกเข้ามาจำนวนมากนายอรรถกรกล่าวว่า ในฐานะที่เคยเป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ และรมช.เกษตรฯซึ่งทำงานร่วมกันกับข้าราชการ ถือว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่ขับเคลื่อนประชาชนที่ต้องการสิทธิในการครอบครองที่ดินทำกิน ส่วนเสียดายหรือไม่นั้น ตนมองว่าเป็นนโยบายที่ดี เกิดประโยชน์กับประชาชน ถ้าไม่ได้สานต่อ ก็น่าเสียดาย เมื่อถามย้ำว่าจะฝากให้รัฐบาลเอาไปสานต่อหรือไม่ เพราะผู้ที่ได้รับประโยชน์คือประชาชน นายอรรถกร กล่าวว่า บังคับเขาไม่ได้ แต่ก็อยากให้ทำต่อ
นัด14มีค.คุยก่อนโหวตปธ.สภาฯ
นายอรรถกร ยังกล่าวถึงท่าทีของพรรคกล้าธรรมในการโหวตประธานสภาผู้แทนฯและนายกรัฐมนตรีจะให้เอกสิทธิ์สส.หรือต้องเป็นมติพรรคว่าจะมีการประเมินและคุยกันอีกรอบ ในวันเสาร์ที่14มี.ค.ก่อนรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาจะมีการนัดหารือเพื่อน สส.คุยกัน ส่วนจะยกมือโหวตอย่างไรนั้น ร.อ.ธรรมนัส บอกเสมอว่า พรรคนี้ไม่มีใครใหญ่ไปกว่าใคร ทุกคนโทรมาพูดคุยกันเพื่อฟังความคิดเห็นของสมาชิกแต่ละคน ซึ่งมีทั้ง สส.หลายสมัยและสส.สมัยแรก เพื่อพูดคุยหาทางออกที่ดีที่สุด เกี่ยวกับแนวทางการทำงานต่อไป
กธ.ขอรอโหวตปธ.สภา-นายกฯก่อน
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคกล้าธรรม(กธ.) กล่าวถึงความชัดเจนของพรรคกธ.ในทางการเมืองว่า ยังคงเป็นไปตามที่ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกธ.ได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่าเป็นเรื่องของแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในความชัดเจนว่าจะเลือกพรรคไหนเข้าร่วมรัฐบาล ขณะนี้ยังต้องรอขั้นตอน การเปิดประชุมรัฐสภา การโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก่อน
ย้ำความชัดเจนอยู่ที่ภท.แกนตั้งรบ.
ผู้สื่อข่าวถามว่าทางพรรคภูมิใจไทยโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูลหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้สัมภาษณ์ถึงคุณสมบัติรัฐมนตรีต้องนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องของจริยธรรมมาประกอบการพิจารณาด้วยตรงนี้ถือว่าชัดเจนแล้วหรือไม่น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่าก็เป็นความชัดเจนของพรรคภท.แต่พรรคกธ.ก็มีความชัดเจนในการทำหน้าที่ เมื่อถามย้ำถ้าพรรคกธ.จะแสดงความชัดเจนเลยหรือไม่ น.อ.อนุดิษฐ์ย้ำว่า ความชัดเจนจะออกมาจากแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
‘โรม’ฟาดเดือด’โผครม.ลูกเทพ’
นายรังสิมันต์ โรมสส บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงรายชื่อครม.ชุดใหม่นี้มีคนรุ่นใหม่ที่เขาเรียกกันว่า เป็นลูกเทพ หรือว่าลูกบังเกิดเกล้าเป็นทายาททางการเมืองมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่า ถ้ามองในมุมคาดหวังของประชาชน เชื่อว่ายังมีความเปลี่ยนแปลงได้อยู่ คงไม่สามารถสรุปได้ 100%แต่ถ้ามองในมุมความคาดหวังของประชาชนก็คงหวังครม.ที่มีความสามารถ เอาความสามารถ เป็นตัวตั้งมากกว่า ที่จะเอาวงศาคณาญาติ วงตระกูลเป็นตัวตั้ง ความสามารถเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ความท้าทายของประเทศเราวันนี้มีอะไรเยอะแยะ
“ถามว่าคุณจะพึ่งพารัฐมนตรีไม่กี่คน ที่บอกว่าเป็นรัฐมนตรีที่มีความเชี่ยวชาญ มีความรู้ แล้วที่เหลือก็ปล่อยให้คนที่อาจจะไม่ได้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี ถ้าทำกันแบบนั้นภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศเป็นแบบนี้ คำถามก็คือว่า ประเทศไทยจะพร้อมรับมือกับความท้าทายจริงหรือเปล่า เชื่อว่าพี่น้องประชาชน อยากเห็นรัฐบาลที่เต็มไปด้วยคนที่มีความสามารถมากกว่าในเรื่องของวงตระกูล”นายรังสิมันต์ ย้ำ
อุบปชน.เสนอชื่อชิงนายกฯ
เมื่อถามว่าขณะนี้รัฐบาลมีเสียง 292 ในขณะที่ทางฝ่ายค้าน รวมเสียงกันได้ 209 พรรคประชาชนจะเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีแข่งในสภา นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในทางปฏิบัติ เรายังเรียกว่าเป็นพรรคฝ่ายค้านไม่ได้ ทุกอย่างมันเป็นข้อมูลตามข่าว ยังไม่แน่ใจว่าฝ่ายค้านมีเท่าไหร่ ยังไม่มั่นใจไม่รู้ว่า จะมีมีงูเห่าอีกหรือเปล่า อันนี้เราคงต้องไปดู แต่ถ้าตอบในฐานะของพรรคประชาชนถ้าเรื่องของการแข่งนายก แข่งอะไรต่างๆ อยากให้รอดูความชัดเจนจากพรรคอีกที เข้าใจว่าทางโฆษกพรรคคงจะได้มีการพูดเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ
ลั่นไม่มีวันโหวตให้‘อนุทิน’
เมื่อถามว่าชัดเจนแล้วใช่มั้ยว่าพรรคกล้าธรรมจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาล นายรังสิมันต์ กล่าวว่าก็ต้องถามนายธรรมนัส การเป็นฝ่ายค้านของพรรคประชาชน เราเคยพูดตอนหาเสียงว่า เราจะไม่มิวันโหวตให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และเราก็ยืนยันว่าพรรคอันดับ1มีสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน และสิ่งที่เราทำก็คือ เรารักษาสัจจะ เรารักษาคำพูดที่เราพูดเอาไว้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้น เมื่อนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง เค้าก็มีสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น เราก็คงต้องเตรียมการ
จี้ถาม‘ธรรมนัส’กธ.อยู่ฝั่งไหน
สำหรับการทำหน้าที่ในการตรวจสอบทำหน้าที่ในสภา ซึ่งตนไม่รู้จริงๆว่าพรรคการเมืองอื่น พรรคกล้าธรรมเขาตัดสินใจอย่างไรคือการเป็นฝ่ายค้านของพรรคการเมืองอื่นก็มีความเป็นไปได้อยู่ 2 ทาง 1คือเลือกที่จะเป็นฝ่ายค้าน กับ 2ก็คือเขาไม่ให้เป็นรัฐบาลเลย ต้องมาเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งตนไม่แน่ใจว่าพรรคกล้าธรรมทำเราสามารถพูดสรุปจบได้ 100% จริงๆ หรือเปล่าว่าเขาไม่ให้เป็นรัฐบาลแน่ๆอันนี้เดี๋ยวรอดูเลย ไม่กี่วันเราก็รู้แล้ว
‘หมอวรงค์’เข้ารายงานตัวสส.
ที่บริเวณโถงชั้น B1 อาคารรัฐสภา นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี เดินทางเข้ารายงานตัวเป็นสส.ชุดที่27 ต่อสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยเปิดเผยถึงทิศทางการทำงานทางการเมืองของพรรคว่า หลังจากที่ใช้เวลาไตร่ตรองมานานกว่า1เดือนโดยยืนยันว่าแม้พรรคไทยภักดีจะได้รับเลือกเข้ามาเพียง1เสียง แต่ก็เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก เนื่องจากมีความคาดหวังจากทั้งฝั่งที่อยากให้ร่วมรัฐบาลที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นแกนนำ และฝั่งที่อยากให้ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตในสภาฯซึ่งจากการวิเคราะห์ถึงประโยชน์สูงสุดของส่วนรวม
ประกาศเป็น’ฝ่ายค้านที่รักชาติ’
นายแพทย์วรงค์ ยืนยันว่าจะเป็นฝ่ายค้านที่รักชาติ อะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติบ้านเมืองตนจะทำหน้าที่ หรืออะไรที่รัฐบาลทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเราจะไม่ค้าน จะขอทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านเพื่อความคล่องตัวในการทำงานเนื่องจากมองว่าการเป็นรัฐบาลด้วยเสียงเพียง1เสียงจะมีข้อจำกัดในการผลักดันงาน แต่การเป็นฝ่ายตรวจสอบสามารถใช้”ความจริงเพียงหนึ่งเดียว”ในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้โดยไม่ต้องพึ่งพาจำนวนเสียงสนับสนุน โดยบทบาทหลังจากนี้จะเน้นการตรวจสอบที่มีหลักฐานชัดเจนไม่เน้นการสร้างกระแส หรือทำเพียงเพื่อเป็นข่าว ทุกอย่างต้องไปจบที่กระบวนการของป.ป.ช.หรือศาล
ลั่นถ้าทุจริตเจอกันแน่ในสภา
“ผมตัดสินใจยากลำบากมาก ผมต้องใช้เวลาตัดสินใจและวิเคราะห์บวกลบถึงประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับในช่วง1เดือนที่ผ่านมาจนได้บทสรุปว่า 1เสียง ถ้าไปร่วมรัฐบาล ผมอาจทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะมีข้อจำกัดด้านเสียงสนับสนุนแต่การทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบเราใช้แค่ความจริงก็นำเสนอต่อประชาชนเพื่อปกป้องประโยชน์ชาติได้ ผมจึงขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านแต่จะเป็นฝ่ายค้านผู้รักชาติหรือ Patriotic Opposition อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อชาติ เราจะไม่ค้านไปเรื่อย แต่ถ้ามีหลักฐานการทุจริตประพฤติมิชอบเมื่อไหร่ เราเจอกันแน่นอนในสภา”
ย้ำ12ปีที่รอคอยลุยทำงานเต็มที่
นายแพทย์วรงค์ ย้ำอีกว่า การไม่เข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคเพื่อไทย ไม่มีส่วนในการตัดสินใจ ที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีการประสานงานจากทางพรรคภูมิใจไทย หรือนายอนุทินโดยตรง แต่เป็นการวิเคราะห์ด้วยตัวเองว่าสถานะฝ่ายค้าน จะสร้างประโยชน์ให้บ้านเมืองได้มากกว่า
ในส่วนของจุดยืนการโหวตเลือกประธานสภา หรือ นายกรัฐมนตรีนั้น ตามมารยาทของฝ่ายค้าน คงไม่โหวตสนับสนุนซีกรัฐบาล วิธีของฝ่ายค้านจะมีสองอย่างคือ หนุนฝ่ายค้านกับงดออกเสียง ยกเว้นในเรื่องสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองที่พร้อมจะสนับสนุนนายกรัฐมนตรี
ส่วนการทำงานร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆเช่นพรรคประชาชนจะเป็นการร่วมมือกันแบบหลวมๆไม่จำเป็นต้องมีมติร่วมกันทุกเรื่องเหมือนฝ่ายรัฐบาล เพราะแต่ละพรรคมีมุมมองและการทำงานที่เป็นอิสระต่อกัน พร้อมย้ำทิ้งท้ายว่า รู้สึกตื่นเต้นที่ได้กลับเข้ามาทำหน้าที่อีกครั้งในรอบ 12 ปี และยืนยันความพร้อมในการทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งเต็มที่เพื่อประชาชนตามที่รอคอยมานาน
‘เท่าพิภพ’ขี่มอไซค์รายงานตัวปิดท้าย
เวลา 09.30น.ที่รัฐสภา นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.พรรคประชาชน เดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ PCX มารายงานตัวสส.ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรโดยให้สัมภาษณ์ว่าสาเหตุที่ตนไม่ได้มารายงานตัวพร้อมกับคณะสส.พรรคประชาชนเมื่อวันที่ 9 มี.ค.เนื่องจากติดภารกิจกับครอบครัว ส่วนการทำงานในพื้นที่แม้เขตบางพลัด บางกอกน้อยจะเป็นพื้นที่ใหม่ ตนไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวก็มีความคล้ายคลึงกับเขตคลองสานที่ติดริมแม่น้ำ มีทั้งความหลากหลายทางศาสนา มีปัญหาด้านการเข้าถึงพื้นที่คล้ายกัน และเป็นปัญหาเรื้อรัง คนเป็นสส.อาจจะแก้ไขไม่ได้มากเพราะเป็นปัญหาระดับท้องถิ่น อยากให้ในอนาคตมีผู้ว่า กทม.และสก.เป็นพรรคประชาชน
ลั่นปชน.ตั้งเป้ากวาดทั้ง‘ผู้ว่าฯ-สก.’
นายเท่าพิภพกล่าวต่อว่าวันนี้จะมีงานเสวนา อบรม เตรียมความพร้อมการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ที่จะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ เราอยากได้สีส้มทั้งในระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น ยืนยันว่าส่งสก.ทุกเขต มั่นใจว่าผู้สมัคร สก.จะเอาชนะได้เพราะที่ผ่านมาก็มีการลงพื้นที่รวมถึงมีความสามารถ และขอให้ประชาชนให้ความสนใจกับการเลือกตั้งท้องถิ่น เนื่องจากปัญหาหลายปัญหา เป็นเรื่องใกล้ตัวและ เป็นเรื่องของท้องถิ่น อย่างไรก็ดี ตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้เปิดมาจะต้องสร้างความประหลาดใจแน่นอน
จากนั้นนายเท่าพิภพ ได้เข้าไปรายงานตัว สส.ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำให้มียอดสส.พรรคประชาชน มารายงานตัวครบแล้วทั้ง 120 คน
สส.รายงานตัวแล้ว498เหลือพีระพันธุ์
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ถึงการรับรายงานตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในวันนี้ ที่เป็นวันที่ 13 ของการรายงานตัว ว่า ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.มี สส.มารายงานตัวเพิ่มอีก 2 คน ได้แก่ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) และ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี (ทภด.) รวม 13 วัน มี สส.มารายงานตัวแล้วทั้งหมด 498 คน จาก 499 คน ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลรับรอง ทั้งนี้ เหลือเพียง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) คนเดียวที่ยังไม่มารายงานตัว