สมชัย นำทัพบุกกองปราบ! จี้ถาม ปม กกต. แจ้งจับ อั้งยี่-ม.116 หลังโชว์เจาะระบบบาร์โค้ดเลือกตั้ง

สมชัย นำทัพบุกกองปราบ! จี้ถาม ปม กกต. แจ้งจับ อั้งยี่-ม.116 หลังโชว์เจาะระบบบาร์โค้ดเลือกตั้ง

สมชัย นำทัพบุกกองปราบ! จี้ถาม ปม กกต. แจ้งจับ อั้งยี่-ม.116 หลังโชว์เจาะระบบบาร์โค้ดเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.52 น.

“สมชัย-ดร.เรือบิน-ข้าวโพด” รุกถามกองปราบฯ ปม กกต. แจ้งความดำเนินคดี “อั้งยี่-ขัดขวางหน้าที่” หลังพบชื่อว่าถูก กกต.แจ้งความจับ

วันที่ 12 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเวลา 10.00 น. ที่ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.  ดร.ธรรม์ธีร์ (เรือบิน) สุกโชติรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Big Data, Fintech และ Digital Transformation  นายทรงพล เรืองสมุทร (ข้าวโพด) หัวหน้าช่างภาพ สื่อออนไลน์ SPACEBAR  นัดหมายกันเดินทางมาเข้าพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม เพื่อสอบถามความคัดเจนกรณี เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ตัวแทน กกต. แจ้งความดำเนินคดีอาญา ต่อมามีข่าวว่าให้ดำเนินคดีกับบุคคลรวม 6 ราย ในข้อหาความผิดฐานเป็น “อั้งยี่” หรือซ่องโจร , ข้อหาตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ , ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ของ กกต. , กระทำการเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ (ม.116)

ซึ่ง นายสมชัย และ ดร.เรือบิน เปิดเผยว่า การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อต้องการความชัดเจนใน 2 ประเด็น คือ 

1.ยืนยันตัวตนและข้อกล่าวหา ต้องการทราบว่าบุคคลทั้ง 6 ที่ปรากฏในข่าว (ซึ่งรวมถึงพวกตน) ถูกแจ้งความจริงหรือไม่ และข้อหาคืออะไร พร้อมขอคัดสำเนาคำร้องเพื่อเตรียมต่อสู้คดี

2.ตรวจสอบที่มาของข้อมูลหลุด เนื่องจาก กกต. ไม่เคยแถลงชื่อผู้ถูกกล่าวหาอย่างเป็นทางการ แต่กลับมีรายชื่อหลุดไปยังสื่อมวลชนหลายสำนักตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ จึงต้องการคำยืนยันจากกองปราบว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ได้รั่วไหลมาจากพนักงานสอบสวน

ซึ่ง นายสมชัย ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า การจำลองการเลือกตั้งเป็นไปเพื่อชี้ให้เห็นจุดอ่อนของระบบบาร์โค้ดที่อาจทำให้ความลับของประชาชนรั่วไหล ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงการเลือกตั้งในอนาคต ไม่ได้เป็นการเปิดเผยว่าใครเลือกใคร

“เราไม่มีนิสัยทำอะไรแล้วไม่กล้ารับ และต้องการทราบว่าใครเป็นคนฟ้อง การปล่อยชื่อออกมาสู่สาธารณะโดยไม่มีการยืนยันจากหน่วยงานรัฐ ทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงอย่างมาก” นายสมชัยระบุ

ทั้งนี้  6 ประชาชน ที่ถูก กกต. เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อดำเนินคดี เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 โดยมีข้อกล่าวหาที่ครอบคลุมความผิดหลายฐาน โดยหลักคือความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 66 วรรคสอง ฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. หรือเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมิให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ฐานนำเข้าหรือส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ยังมีการแจ้งข้อหา ตามประมวลกฎหมายอาญาอีกหลายมาตรา อาทิ มาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี รวมถึงมาตรา 209 ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ หรือเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท (หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท) และมาตรา 322 ฐานเปิดผนึกหรือเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นเพื่อล่วงรู้ข้อความอันน่าจะเกิดความเสียหาย ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Leave a comment