โรคไตวายเรื้อรัง ขึ้นแท่น Top 10 สาเหตุการเสียชีวิตของโลก สายนอนดึก โด๊ปอาหารเสริม ระวัง! ตัวการสำคัญเร่งไตวายเร็วขึ้นไม่รู้ตัว

โรคไตวายเรื้อรัง ขึ้นแท่น Top 10 สาเหตุการเสียชีวิตของโลก สายนอนดึก โด๊ปอาหารเสริม ระวัง! ตัวการสำคัญเร่งไตวายเร็วขึ้นไม่รู้ตัว

โรคไตวายเรื้อรัง ขึ้นแท่น Top 10 สาเหตุการเสียชีวิตของโลก สายนอนดึก โด๊ปอาหารเสริม ระวัง! ตัวการสำคัญเร่งไตวายเร็วขึ้นไม่รู้ตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease CKD) กำลังกลายเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขสำคัญของโลกอย่างเงียบๆ โดยองค์การอนามัยโลกและเวทีนโยบายด้านสุขภาพระดับนานาชาติชี้ว่า มีผู้คนราว 674 ล้านคนทั่วโลกที่มีโรคไตเรื้อรัง หรือคิดเป็นประมาณ 9% ของประชากรโลก โดยในปี 2023 โรคไตเรื้อรังกลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 9 ของโลก คิดเป็นประมาณ 1.5 ล้านราย

ไทยเผชิญภาระโรคเพิ่มต่อเนื่อง เบาหวาน–ความดันคือตัวการหลัก

                ข้อมูลจากทีมอายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล พบว่าสำหรับประเทศไทยเอง กำลังเผชิญภาระโรคไตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยจากการรวบรวมข้อมูลของผู้ป่วยไตที่ได้รับการรักษาในปี 2024 พบว่า 80% ของสาเหตุหลักที่นำไปสู่โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ได้แก่ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ขณะที่พฤติกรรมของคนไทยที่ชอบรับประทานอาหารรสชาติจัด ทั้งเค็มจัด เปรี้ยวจัด การจิ้มน้ำจิ้มเยอะ การซดน้ำซุป หรือแม้แต่รับประทาน อาหารเสริม ยาสมุนไพร หรือ ยากลุ่ม NSAIDs เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ก็เป็นปัจจัยเร่งให้ไตทำงานแย่ลงเร็วขึ้นเช่นเดียวกัน

            อีก 1 ปัจจัยที่หลายคนอาจจะคิดไม่ถึงว่าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเรื้อรัง คือการนอนดึก เพราะการนอนดึก นอนไม่เพียงพอ จะทำให้ความดันโลหิตสูง เพิ่มการอักเสบของร่างกาย รวมถึงยังทำให้น้ำตาลแกว่ง เพิ่มภาระต่อไตได้ง่าย และที่สำคัญโดยปกติไตจะซ่อมแซมตัวเองได้ดีที่สุดช่วงกลางคืน หากนอนดึกไตจะไม่มีเวลาฟื้นฟูอย่างที่ควรจะเป็น

ไตเสื่อมอย่างไร? เข้าใจ 5 ระยะของโรคไตเรื้อรัง

                โดยปกติแล้วไตของคนเราจะทำงานน้อยลงเรื่อยๆ ตามอายุที่มากขึ้น แต่หากไม่มีปัจจัยเสี่ยง ทั้งโรคประประจำตัว หรือพฤติกรรมเสี่ยง ส่วนใหญ่ไตจะยังสามารถทำงานได้ดี ในทางกลับกันหากมีปัจจัยเสี่ยงร่วม อาจทำให้ไตทำงานเสื่อมลง โดยแบ่งเป็น 5 ระยะ ได้แก่ ไตเรื้อรังระยะที่ 1 ไตยังทำงานได้ตามปกติ แต่จะเริ่มตรวจพบโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือพบเม็ดเลือดขาว ไตเรื้อรังระยะที่ 2 หรือโรคไตเรื้อรังระยะเริ่มต้น ไตจะทำงานได้ 60 – 90% ไตเรื้อรังระยะที่ 3 โรคไตเรื้อรังระยะปานกลาง ไตจะทำงานได้ 30 – 60% ไตเรื้อรังระยะที่ 4 โรคไตเรื้อรังระยะรุนแรง ไตจะทำงานได้ 15 – 30% ไตเรื้อรังระยะที่ 5 โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย โดยไตจะทำงานได้น้อยกว่า 15% เมื่อความรุนแรงของโรคเข้าสู่ระยะที่ 5 แพทย์จะพิจารณาให้เข้ารับการรักษา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

            3 ทางเลือกการรักษา เมื่อเข้าสู่ไตวายระยะสุดท้าย

                การรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย มี 3 วิธีด้วยกัน ได้แก่ การล้างไตทางช่องท้อง, การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการปลูกถ่ายไต ซึ่งการรักษาแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกันไป โดยการล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis: PD) เป็นวิธีที่ผู้ป่วยสามารถทำเองได้ที่บ้าน จึงมีความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตได้มาก แต่ก็จำเป็นต้องทำทุกวันและต้องอาศัยความเข้าใจขั้นตอนและการดูแลความสะอาดอย่างเคร่งครัด

                ส่วนการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis: HD) เป็นวิธีที่ต้องเดินทางมารับบริการที่โรงพยาบาลหรือศูนย์ไตเทียมสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 4 ชั่วโมง เหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลใกล้ชิดจากทีมแพทย์และพยาบาล แต่ก็อาจกระทบต่อเวลาทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน

                ขณะที่ “การปลูกถ่ายไต” ถือเป็นทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ระยะยาวดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่มีความเหมาะสมทางการแพทย์ เนื่องจากสามารถฟื้นฟูการทำงานของไตได้ใกล้เคียงปกติ ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต ลดข้อจำกัดจากการล้างไต และในหลายกรณีสัมพันธ์กับอัตราการรอดชีวิตที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับการล้างไตระยะยาว

                หลังการปลูกถ่ายไตสำเร็จ ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติอีกครั้ง ไม่ต้องผูกติดกับตารางการล้างไตหรือการฟอกเลือดที่ต้องเดินทางมารับการรักษาที่โรงพยาบาลหลายครั้งต่อสัปดาห์ ทำให้สามารถกลับไปทำงาน เดินทาง หรือทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้สะดวกมากขึ้น อีกทั้งอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือภาวะน้ำเกินที่พบในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายมักดีขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายสร้างปฏิกิริยาต่อต้าหรือปฏิเสธไตใหม่ และเข้าพบแพทย์เพื่อติดตามการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ไตใหม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

                อย่างไรก็ตาม โรคไตเรื้อรัง เป็นหนึ่งในภัยเงียบที่กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญทั้งจากโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การนอนดึกหรือการใช้ยาและอาหารเสริมโดยไม่เหมาะสม การตรวจคัดกรองและดูแลสุขภาพไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อชะลอการเสื่อมของไต และหากเข้าสู่ระยะไตวาย การรักษาที่เหมาะสม สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

Leave a comment