ปริญญา กระทุ้ง กกต. เปิดเหตุผล มติสลัดคดีฮั้ว สว. ทำไม 229 คน ไม่มีมูลความผิด

ปริญญา กระทุ้ง กกต. เปิดเหตุผล มติสลัดคดีฮั้ว สว. ทำไม 229 คน ไม่มีมูลความผิด

ปริญญา กระทุ้ง กกต. เปิดเหตุผล มติสลัดคดีฮั้ว สว. ทำไม 229 คน ไม่มีมูลความผิด

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.21 น.

วันที่ 13 มีนาคม 2569 จากกรณีรายงานข่าวจาก กกต.ระบุความคืบหน้าคดีฮั้ว ส.ว.ว่า  คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ที่มี ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นประธาน ได้มีการพิจารณาสำนวนคดีฮั้วสว.ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ DSI และเจ้าหน้าที่กกต.ร่วมเป็นกรรมการเสนอมา โดยมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่ามติคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26ที่มีการกล่าวหาผู้กระทำผิดในคดีฮั้วสว.จำนวน 229 รายแบ่งเป็น สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง และผู้ร่วมเครือข่ายอีก 91 รายนั้นไม่มีมูลตามที่มีการกล่าวหา ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทำความเห็นเพื่อเสนอต่อกกต.พิจารณา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ระบุถึงกรณีที่เกิดขึ้นทางแฟนเพจ Prinya Thaewanarumitkul ระบุว่า   กกต. ต้องเปิดเผยผลการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการคดีฮั้ว ส.ว. ว่าเหตุผลและข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร จึงสรุปว่า “ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา” ]

ผมเคยให้ความช่วยเหลือทางคดีกับผู้สมัคร ส.ว. สอบตก 2 คน ที่ถูก กกต. ส่งคำร้องให้ศาลฎีกา เพียงเพราะผู้สมัคร ส.ว. 2 คนนี้ไลน์หากันด้วยข้อความเพียงแค่ว่า “จับคู่กันนะคะ” 
แต่กับ ส.ว. ที่น่าจะมีการฮั้วกันจริงๆ และมีหลักฐานเป็นชื่อในโพย ซึ่งคณะอนุกรรมการสอบสวนได้มีมติให้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วนั้น กกต. กลับไม่ส่งให้ศาลฎีกา แต่กลับตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดขึ้นมาพิจารณาอีกคณะ ซึ่งก็ได้มีมติกลับคำวินิจฉัยว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว ส.ว. ซึ่งเป็น ส.ว. จำนวน 138 คน และคนอื่นอีก 91 คนนั้น ”ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา“ แม้แต่คนเดียว

เรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง เพราะแม้ว่าหลายคนจะคาดการณ์กันไว้แล้วว่าผลจะออกมาในทางนี้ แต่ก็ยังเชื่อกันว่าอย่างน้อยต้องมีการส่งไปศาลฎีกาพิจารณาบ้าง หาไม่แล้วคนจะรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมมากไปกว่านี้ และจะยิ่งทำให้คนหมดความเชื่อถือต่อการทำงานของ กกต. มากยิ่งขึ้นไปอีก 

แน่นอนว่ายังไม่มีใครผิดจนกว่าศาลจะพิพากษา แต่การที่ กกต. จะไม่ส่งใครไปให้ศาลฎีกาพิจารณาแม้แต่คนเดียวเลยเช่นนี้ ไม่พึงที่สังคมจะนิ่งเฉย เพราะมิเช่นนั้นทุกอย่างอาจจะยิ่งแย่ลงยิ่งไปกว่านี้

สิ่งที่ กกต. พึงต้องกระทำ และสังคมต้องช่วยกันเรียกร้องคือ ก่อนที่ กกต. 7 คนจะลงมติ ขอให้เปิดเผยผลการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด ให้สังคมได้ทราบว่า ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงใด คณะอนุกรรมการชุดนี้จึงสรุปว่า “ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา” ซึ่งตรงกันข้ามกับคณะกรรมการชุดแรกโดยสิ้นเชิง

เพราะขนาดผู้สมัคร ส.ว. สอบตกเขียนไลน์หากันเพียงแค่ประโยคเดียวว่า “จับคู่กันนะ” กกต. ยังส่งให้ศาลฎีกา ถ้า คดีฮั้ว ส.ว. ที่มีหลักฐานชัดเจนที่น่าสงสัยถึงความไม่สุจริตและเที่ยงธรรมมากกว่ามาก ถ้าจะไม่ส่งไปให้ศาลฎีกาเลยแม้แต่คนเดียว ก็ต้องเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ มีความโปร่งใส และสามารถอธิบายต่อสังคมได้

กกต. ต้องไม่ลืมว่า กรรมการ กกต. 6 ท่านจากทั้งหมด 7 ท่าน มาจากความเห็นชอบจาก ส.ว. ชุดนี้ที่กำลังถูกกล่าวหาว่าฮั้วกันเข้ามา จึงไม่ควรให้คนคิดไปในทางที่ว่าท่านพิจารณาโดยคำนึงถึงคนที่เลือกท่านเข้ามาเป็น กกต. มากไปกว่านี้ ในทางกลับกันท่านต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ท่านทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมโดยไม่สนใจคนที่เลือกท่านเข้ามา 

ท่านจะส่งคำร้องคดีฮั้ว ส.ว. ให้ศาลฎีกาหรือไม่ หรือจะส่งไปกี่คนไม่ใช่ปัญหา ขอเพียงอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานและข้อเท็จจริงอย่างเที่ยงธรรม ท่านประธาน กกต. เคยเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ท่านคงไม่ลืมหลักการที่นักกฎหมายทั่วโลกยึดถือกันที่สอนกันว่า  “Justice is not only to be done, but must also be seen to be done” 

ความยุติธรรมไม่เพียงแต่ต้องทำให้เกิดขึ้นมา แต่ต้องทำให้คนเห็นว่าด้วยว่า ที่ทำไปนั้นคือความยุติธรรม และทั้งหมดที่ผมวิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้องไปนั้น – รวมถึงเรื่องการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ด้วย – จริงๆ แล้วก็มีเพียงเรื่องเดียว คือเรื่องนี้ครับ

Leave a comment