
‘พิพัฒน์’หวั่นคุมไม่อยู่ คุยกองทุนน้ำมัน13มีค.
วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
พิษสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้ปุ๋ยชายแดนใต้เริ่มขาดแคลน ที่ยะลาขยับราคา ยูเรียสูตร 46-00-00 ขึ้นอีกกระสอบละ 50 บาท เกษตรกรหวั่นต้นทุนเพิ่มกระทบต่อการปลูกทะเรียน ที่กำลังออกดอก ด้านพิจิตร น้ำมันเริ่มขาดแคลน ปั๊มเล็ก-รายย่อย ปิดชั่วคราว
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากตลาดร้านค้าปุ๋ย ให้กับเกษรกร ในเขตเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา ว่า จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบถึงราคาปุ๋ย ทำให้ร้านค้าปุ๋ยหลายแห่งโดย ปุ๋ยยูเรีย เริ่มมีราคาขยับขึ้น เป็นกระสอบละ 1,350 บาทแล้วแต่ยี่ห้อ และเริ่มขาดแคลน โดยเฉพาะปุ๋ยที่นำเข้าจากต่างประเทศ หลายร้านปุ๋ยยูเรีย หลายยี่ห้อที่เคยมีอยู่ในสต็อก ในขณะนี้เหลือไม่ถึงสัปดาห์คาดว่าคงหมด ซึ่งปุ๋ยที่ขนส่งมาในวันนี้คงจะเป็นรอบสุดท้าย ซึ่งที่ได้มาไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่ที่จัดส่งแจ้งว่าตอนนี้ไม่มีปุ๋ยล็อตใหม่จัดส่งมาให้เพราะจากผลกระทบจากภาวะสงครามทำให้เกิดปัญหาในด้านขนส่ง คาดการณ์ว่าหากปุ๋ยล็อตใหม่ที่จะนำมารอบนี้คงมีการปรับราคาสูงขึ้นไปอีกผู้ประกอบการหรือตัวแทนจำหน่ายต้องรับภาระจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้มีปุ๋ยจำหน่ายให้กับลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร
ด้านเจ้าของร้านจำหน่ายปุ๋ยรายหนึ่ง กล่าวว่า ปุ๋ยตอนนี้โรงงานมีการประชุมระงับการขายส่งให้ตัวแทนจำหน่าย ทำให้ปุ๋ยเกือบทุกบริษัทเหลือไม่มาก และทางบริษัทไม่ปล่อยสินค้า โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีการผสมเปอร์เซ็นต์สูงๆ เนื่องจากทางบริษัทใหญ่กลัววัตถุดิบขาดและคิดว่าจะมีการปรับราคาขึ้น ซึ่งขณะนี้ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 ปรับราคาจากกระสอบละ 1,300 บาท ปรับขึ้นเป็นกระสอบละ 1,350 บาท และสินค้ามีจำนวนจำกัด โดยทางร้านสั่งสินค้าไป 100 กระสอบ แต่ได้รับเพียง 50 กระสอบเท่านั้น เนื่องจากบริษัทแจ้งว่าสินค้าไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังมีการจำกัดการสั่งซื้อปุ๋ยสูตรอื่นๆ โดยแต่ละร้านสามารถสั่งได้ไม่เกินครั้งละ 15 ตัน ส่งผลให้ราคาปุ๋ยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่เกษตรกรผู้ทำสวนทุเรียน กล่าวว่า ต้องรีบมาซื้อเก็บไว้ก่อน เนื่องจากกังวลว่าในระยะต่อไป ราคาปุ๋ยเคมีจะปรับเพิ่มสูงขึ้นและอาจขาดตลาดซึ่งตอนนี้ปุ๋ยบางตัวเริ่มไม่มีแล้ว และยังไม่มีว่าจะมาล็อตใหม่เร็วๆ นี้ ซึ่งตนเองก็จะเริ่มให้ปุ๋ยต้นทุเรียนในช่วงนี้แล้ว เพราะเริ่มมีฝนตก ขณะที่พืชผลทางกสารเกษตรราคาไม่ดีหากปุ้ยราคาเพิ่มสูงขึ้นจะนำเงินที่ไหนไปซื้อปุ๋ยในราคาที่สูงขึ้น
ด้าน สถานการณ์น้ำมัน นางจันทิมา กองวัฒนศิลป์ ผู้จัดการปั๊ม ปตท.เบตง กล่าวว่า ในขณะนี้ เวลาสั่งน้ำมันไปจะได้มาประมาณ 15,000 – 18,000 ลิตรต่อคัน โดยทางคลังส่วนกลางเป็นคนจัดสรรให้แต่ละปั๊มว่าจะได้จำนวนกี่ลิตร โดยมีการกำหนด ดีเซล 6,000 ลิตร แก๊สโซฮอล์ 6,000 ลิตร ซึ่งในขณะการจัดสรรน้ำมันไม่ใช่จากคลังน้ำมันสงขลาแล้ว แต่เป็นการจัดสรรจากคลังส่วนกลางให้แต่ละปั๊ม โดยล่าสุด ปั๊ม ปตท.เบตง ได้น้ำมันมา 18,000 ลิตร ซึ่งทางปั๊มได้มีมาตรการในการเติมน้ำมันโดยให้เติมน้ำมันทุกชนิดได้คันละ 1,000 บาท รวมทั้งรถทั้งแกลลอนเพื่อให้ทั่วถึง
ด้านสถานการน้ำมันในจังหวัดพิจิตร นายเมทา นิลทับ เกษตรกร อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ตนเองมีสวนผลไม้หลายไร่ แต่หาซื้อน้ำมันไม่ได้ เนื่องปั๊มปิดหมด ตอนนี้ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่โพธิ์ประทับช้าง
ซึ่งปั๊มน้ำมันทั้งขนาดกลาง ขนาดเล็ก รายย่อย และปั๊มสหกรณ์ฯ ต่างๆ ในพื้นที่อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ในตำบลไผ่รอบ ตำบลไผ่ท่าโพ ตำบลทุ่งใหญ่ และตำบลใกล้เคียงนั้น ต่างปิดขายชั่วคราวกันหมด เนื่องจากน้ำมันไม่มีขาย โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลซึ่งตนองจึงต้องนำแกลลอนมาซื้อน้ำมันจากปั๊มบางจากขนาดใหญ่ในตัวเมืองพิจิตรไปทำการเกษตรใส่เครื่องตัดหญ้า ใส่เครื่องสูบน้ำทำสวน
นายประจบ ก้อนแก้ว เกษตรกรชาวสวนส้มโอท่าข่อย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ขณะนี้ปั๊มน้ำมันดีเซลในหมู่บ้าน และพื้นที่รอบนอก งดจำหน่ายชั่วคราวแทบทุกปั๊ม โดยผู้ประกอบการระบุว่า ไม่มีน้ำมันขายให้ ซึ่งตนเองจึงต้องนำแกลลอนมาซื้อน้ำมันดีเซลในตัวเมืองพิจิตร เพื่อนำไปใส่รถไถนา และเครื่องสูบน้ำในช่วงฤดูแล้ว ยอมรับว่า น้ำมันช่วงนี้หายากมาก และถ้ามีในปั๊มเล็กๆก็แพง ลิตร 39 บาท ทั้งนี้ตนเอง ซื้อได้เพียง 500 บาทเท่านั้น เนื่องจากทางปั๊มจำกัดการเติมใส่แกลลอนได้ไม่เกิน500บาท
นางกฤษดา นบพรสรวง ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน ถนนสระหลวง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ให้ข้อมูลว่า ตอนนี้ได้ปฏิบัติตามนโยบายของกระทรวงพลังงานอย่างเคร่งคัด โดยจำกัดการจำหน่ายน้ำมันวันละไม่เกิน 12,000 ลิตรต่อวัน โดยวันนี้ น้ำมันดีเซล จำกัดการเติม รถยนต์ขนาดเล็กเติมได้ไม่เกิน 1,000 บาทต่อคัน ส่วนรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ เติมได้ไม่เกิน 1,500บาทต่อคัน และอนุโลมเติมใส่แกลลอนให้ไม่เกินรายละ 500 บาท ส่วนกรณีรัฐบาลจะให้ปิดปั๊มหลัง 22.00น.เพื่อประหยัดพลังงานนั้น ปั๊มยินดีให้ความร่วมมือทุกอย่าง ทั้งนี้จะได้แบ่งปันน้ำมันเชื้อเพลิงให้ทั่วถึง เพื่อให้มีใช้อย่างเพียงพอของลูกค้าต่อไป
แรงงานไทย 18 คน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยกระทรวงแรงงานจัดเจ้าหน้าที่ต้อนรับ พร้อมดูแลสิทธิประโยชน์และอำนวยความสะดวกเดินทางกลับภูมิลำเนา
เช้าวันเดียวกัน นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เดินทางไปรับและดูแลอำนวยความสะดวกแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเดินทางกลับจากประเทศอิหร่าน จำนวน 18 คน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นแรงงานที่เดินทางกลับมาจากประเทศอิหร่าน 18 คน ก่อนหน้านี้จากประเทศบาห์เรนทั้งหมดรวมจำนวน 17 คน ทำให้จนถึงขณะนี้มีแรงงานเดินทางกลับมาถึงไทยแล้ว รวมจำนวน 35 คน
ขณะที่ นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยเดินทางกลับมาแล้ว รวมแล้ว 35 คน และจะมีแรงงานเดินทางกลับมาเพิ่มอีก 33 คน จากประเทศบาห์เรน 6 คน ประเทศอิหร่าน 27 คน โดยขณะนี้มีผู้แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับไทยแล้วเกือบ 1,000 คน ซึ่งกระทรวงแรงงานจะแจ้งความคืบหน้าของเที่ยวบินให้ทราบล่วงหน้าเป็นระยะ
“ทันทีที่แรงงานเดินทางมาถึงประเทศไทย กระทวงแรงงานพร้อมดูแลสิทธิประโยชน์ของแรงงานที่ได้รับผลกระทบ พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ เพื่อให้แรงงานไทยได้รับเงินสิทธิประโยชน์ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด” นายพิเชษฐ์ กล่าว
เย็นวันเดียวกัน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เผยถึงปัญหาราคาน้ำมันเมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้ น้ำมันทั่วโลกก็จะขยับขึ้น ราคาน้ำมันดิบก็ไต่ราคาขึ้นอีก ส่วนต่างๆ ไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไร แต่จากที่นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม เราจะตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ในราคา 29.94 บาท เป็นเวลา 15 วัน จนถึงวันที่ 16 มีนาคม แล้ววันที่ 17 มีนาคม จะมีการประกาศราคาว่าจะขยับขึ้นอย่างไร
สำหรับน้ำมันเบนซิน เราไม่ได้ตรึงราคาแต่ก็มีการขยับราคาเบนซิน E10 95 และ 91 ขึ้นลิตรละ 50 สตางค์ ส่วน E20 E85 เราลดราคาลงมา น้ำมันดีเซลราคาคงที่โดยเฉพาะน้ำมันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะนี้ ต้องเข้ามาชดเชยวันละ 3,000 ล้านบาท จากที่เงินกองทุนบวกอยู่ 2,500 ล้านบาท แต่หลังจากชดเชยก็จะติดลบ ตนเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศและสื่อมวลชนกำลังตั้งคำถามกับกระทรวงพลังงาน และ ศบก. กับนายกรัฐมนตรี ว่าราคาค่ากลั่นทำไมจาก 2 บาทขึ้นไปถึง 6 บาท ตนจะมีการเชิญให้ผู้บริหารมาประชุมร่วมกันวันพรุ่งนี้ 13 มีนาคม เวลา 10.00 น.
หารือว่าเขาใช้เหตุผลอะไรในการที่เพิ่มราคาเป็น 6 บาท เมื่อประชุมเสร็จน่าจะมีการแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเที่ยง
นายพิพัฒน์กล่าวว่า สำหรับแนวทางที่เกี่ยวข้องจะมีมาตรการอย่างไรที่จะดูแล ผู้ประกอบการเบื้องต้น นายพิพัฒน์ เผยว่า เราต้องฟังโรงกลั่นก่อนว่าใช้เหตุผลอะไรในการถ่างราคาเพิ่ม 4 บาท
เมื่อหารือแล้วคงจะต้องหารือต่อว่าแก้ปัญหาร่วมกันได้อย่างไร อย่าโยนภาระทั้งหมดให้กับผู้ใช้ เพราะผู้ได้รับผลกระทบทันทีก็คือกองทุนน้ำมัน ไม่ใช่ผู้ใช้ แต่ผู้ใช้จะได้รับผลกระทบเมื่อราคามีการขยับลอยตัวขึ้นไปหลังจากครบ 15 วัน กองทุนคือเงินของพวกเรา แต่เมื่อราคาน้ำมันดิบถูกลงราคาขายในประเทศสูงกว่า เราจะนำเงินที่มีส่วนต่างกลับเข้าไปในกองทุน ในภาวะปัจจุบันราคาน้ำมันดิบลอยตัวสูงขึ้นเราต้องนำเงินกองทุนมาชดเชยเพื่อไม่ให้เกิดการกระทบทันทีทันใด ”เหตุการณ์ปัจจุบันพวกเราไม่อยากให้เกิด นายกฯ ก็ไม่อยากเห็นเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แต่เมื่อเกิดแล้วถึงแม้เราจะไม่ใช่คู่สงคราม แต่เราก็ได้รับผลกระทบจากสงคราม“
นายพิพัฒน์กล่าวว่า กระทรวงพลังงานมีความมั่นใจและสามารถตอบได้ว่า น้ำมันนอกตลาดที่เราซื้ออยู่ในตลาดผ่านช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 50% ที่ไม่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กระทรวงพลังงานโดย ปตท. ยังสามารถซื้อได้ตามปกติ แต่ราคาก็ยังขึ้นกับตลาดกลางของแต่ละภูมิภาค การที่ผู้ประกอบการตามมาตรา 7 ซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นในประเทศไทยจะใช้ราคาเฉลี่ย 3 วันของราคาตลาดกลางมาตั้งราคา แต่ถ้าหากติดวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะใช้วันถัดไป
เมื่อถามว่าการที่บริษัทมันมีกำไรหลายหมื่นล้าน แต่กองทุนติดลบ จะมีการช่วยประชาชนอีกทางหนึ่งอย่างไร รองนายกฯ และรมว.คมนาคม กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเป็นคนกลางในการดู
ราคา ในอดีตเคยติดลบแสนล้าน ปัจจุบันก็คงจะหลายพันล้าน ขอให้ช่วยภาวนาให้เหตุการณ์จบโดยเร็ววัน เพื่อจะได้ไม่ต้องให้กองทุนน้ำมันติดลบ