อัษฎางค์ ตอกหน้าพรรคส้ม พังเพราะตัวเอง เป็น วิกฤตความสามารถ ใช้แค่ความจริงใจแก้ไม่ได้

อัษฎางค์ ตอกหน้าพรรคส้ม พังเพราะตัวเอง เป็น วิกฤตความสามารถ ใช้แค่ความจริงใจแก้ไม่ได้

อัษฎางค์ ตอกหน้าพรรคส้ม พังเพราะตัวเอง เป็น วิกฤตความสามารถ ใช้แค่ความจริงใจแก้ไม่ได้

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.10 น.

วันนี้ 12 มีนาคม 2569  กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองดิจิทัล เมื่อนักวิชาการอิสระชื่อดัง อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ โพสต์บทวิเคราะห์เชิงลึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีพรรคประชาชนแถลงยอมรับว่าฐานข้อมูลสมาชิกพรรคถูกบุคคลภายนอกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจกระทบข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมาก โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เหตุข้อมูลสมาชิกพรรคประชาชนถูกเจาะ กำลังเปลี่ยนจากปัญหาเทคนิค ไปเป็นวิกฤตทางการเมืองหรือไม่? #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ กรณีที่พรรคประชาชนออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ว่ามีบุคคลภายนอกพยายามเข้าถึงฐานข้อมูลสมาชิกพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาต และพรรคตรวจพบเหตุครั้งแรกตั้งแต่ 23 กุมภาพันธ์ ก่อนจะระบุภายหลังว่าเมื่อ 10 มีนาคมจึงได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “รายละเอียดและลักษณะของการละเมิด” ที่อาจกระทบสิทธิของเจ้าของข้อมูลนั้น

ทำให้ประเด็นนี้ไม่อาจถูกมองเป็นเพียงเหตุขัดข้องทางเทคนิคธรรมดาได้อีกต่อไป เพราะพรรคเองยอมรับว่าข้อมูลในขั้นตอนสมัครสมาชิกบางส่วนอาจได้รับผลกระทบ เช่น ชื่อ-สกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด เบอร์โทร อีเมล และไฟล์เอกสารประกอบการสมัครในบางราย ขณะที่พรรคยืนยันว่าไม่กระทบระบบรหัสผ่าน ระบบร้องเรียน และระบบบริจาคทางการเงินของพรรค ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “มีการโจมตีเกิดขึ้นหรือไม่” แต่คือ “เหตุการณ์นี้กำลังเปลี่ยนจากปัญหาเทคนิค ไปเป็นวิกฤตทางการเมืองหรือไม่” และคำตอบก็คือ มีแนวโน้มอย่างมากว่าจะใช่ เหตุผลแรกคือ นี่เป็นกรณีของ “คำเตือนที่กลายเป็นจริง” ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกรณีการขอข้อมูล Laser ID (รหัสหลังบัตรประชาชนที่ใช้ยืนยันตัวตน) ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกภาพและการยืนยันตัวตน โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองมาตลอดว่าการขอข้อมูลระดับนี้มีความเสี่ยงสูง หากระบบจัดเก็บหรือกำกับดูแลไม่รัดกุมพอ

เอ็ดดี้

เมื่อเวลาผ่านไปแล้วเกิดเหตุที่พรรคเองต้องออกมาแจ้งว่ามีการเข้าถึงฐานข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง แม้พรรคจะยังไม่ได้ระบุว่าความเสียหายปลายทางเกิดขึ้นแล้วมากน้อยเพียงใด แต่ในทางการเมือง “ความรู้สึกของสังคม” มักมาก่อนข้อสรุปทางนิติวิทยาศาสตร์เสมอ ภาพที่เกิดขึ้นในสายตาคนจำนวนมากจึงเป็นภาพของการ “เตือนแล้วไม่ฟัง” มากกว่าภาพขององค์กรที่ควบคุมความเสี่ยงได้ดี ตรงนี้เองที่ทำให้กรณีนี้ร้ายแรงกว่าข่าวข้อมูลรั่วทั่วไป เพราะมันไปชนกับทุนทางการเมืองของพรรคประชาชนโดยตรง พรรคนี้วางตัวเองมาโดยตลอดในฐานะพลังการเมืองของคนรุ่นใหม่ ของความทันสมัย ของรัฐดิจิทัล และของการบริหารแบบมีประสิทธิภาพ เมื่อเกิดเหตุเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลขึ้น ความเสียหายจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “ความเชื่อใจ” แต่ลุกลามไปถึง “ภาพลักษณ์ด้านความสามารถ” หรือ สมรรถนะในการบริหารองค์กร ทันที วาทกรรมที่ฝ่ายตรงข้ามจะใช้โจมตีจึงมีพลังมาก เพราะมันไม่ใช่แค่ด่าทางการเมืองแบบเดิม ๆ แต่เป็นการตั้งคำถามเชิงสมรรถนะว่า หากแม้แต่ข้อมูลสมาชิกพรรคของตัวเองยังดูแลไม่ได้ แล้วสังคมจะฝากความหวังให้บริหารโครงสร้างข้อมูลระดับประเทศได้อย่างไร

นี่คือจุดที่ต้องแยกให้ออกว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่แค่วิกฤตศรัทธา (crisis of trust) แต่เป็นวิกฤตความสามารถ (crisis of competence) ด้วย และในบางครั้ง วิกฤตแบบหลังน่ากลัวกว่า เพราะมันทำลาย “ความชอบธรรมในการอ้างตนว่าเหนือกว่าระบบเก่า” โดยตรง ในวรรณกรรมรัฐศาสตร์เรื่อง ความชอบธรรมทางการเมือง (political legitimacy) ของ แม็กซ์ เวเบอร์ (Max Weber) ซึ่งแยกความชอบธรรมออกเป็นหลายแบบ ในกรณีนี้ พรรคประชาชนสร้างฐานความชอบธรรมด้วย ความชอบธรรมแบบเหตุผล-กฎหมาย (rational-legal legitimacy) ผ่านภาพลักษณ์ว่า “ทันสมัย มีระบบ มีประสิทธิภาพ” การโดนตั้งคำถามเรื่องความสามารถจึงไปกระทบแกนกลางของฐานความชอบธรรมที่พรรคสร้างขึ้นเองพอดี วิกฤตศรัทธา หมายถึง คนยังเชื่อว่าคุณทำได้ แต่ไม่แน่ใจว่าคุณ จะทำเพื่อพวกเขาหรือไม่ เช่น นักการเมืองที่คนสงสัยว่าโกง แต่ก็ยังยอมรับว่าเก่ง วิกฤตแบบนี้แก้ได้ด้วยการแสดงความโปร่งใสและความจริงใจ แต่วิกฤตความสามารถ หมายถึง คนเริ่มสงสัยว่าคุณทำได้จริงหรือเปล่า ไม่ใช่แค่ไม่ไว้วางใจ แต่ตั้งคำถามกับความสามารถขั้นพื้นฐานขององค์กร วิกฤตแบบนี้อันตรายกว่ามาก เพราะแก้ยากกว่า การแสดงความจริงใจอย่างเดียวไม่พอ ต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง ซึ่งต้องใช้เวลา

เอ็ดดี้

เมื่อนำมาใช้กับแนวคิดของเวเบอร์ จะเห็นว่า พรรคที่สร้างความชอบธรรมแบบเหตุผล-กฎหมายนั้น “ความสามารถ” ไม่ใช่แค่ข้อดีเสริม แต่คือตัวความชอบธรรมเอง กล่าวคือ ถ้าคุณบอกว่าฉันชอบธรรมเพราะฉันมีระบบที่ดีกว่า มีความสามารถสูงกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่า การโดนตั้งคำถามเรื่องความสามารถก็เท่ากับโดนตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมโดยตรงทันที เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ถ้าพระมหากษัตริย์ภายใต้ความชอบธรรมแบบจารีตประเพณี (traditional legitimacy) ทำผิดพลาดเรื่องเทคนิค คนก็อาจยังยอมรับอำนาจได้เพราะ “ท่านยังคือพระมหากษัตริย์” แต่ถ้าพรรคที่บอกว่า “เราคือองค์กรยุคใหม่ที่มีระบบดีกว่า” แล้วระบบล้มเหลว ฐานความชอบธรรมทั้งหมดก็สั่นคลอนพร้อมกัน เพราะ “ระบบที่ดีกว่า” คือเหตุผลหลักที่ใช้ยืนยันว่าตนเองมีความชอบธรรม ในแง่นี้ สิ่งที่พรรคกำลังเผชิญจึงไม่ใช่แค่ศึกจากภายนอก แต่เป็นบททดสอบว่าพรรคจะรักษาความสอดคล้องระหว่าง “คุณค่าที่ประกาศ” กับ “วิธีปฏิบัติจริง” ได้หรือไม่ พรรคที่เรียกร้องความโปร่งใสจากรัฐ ย่อมถูกเรียกร้องความโปร่งใสในระดับเดียวกัน พรรคที่สนับสนุนรัฐบาลดิจิทัล ย่อมถูกวัดจากมาตรฐานการดูแลข้อมูลดิจิทัลของตนเอง พรรคที่อ้างว่าการเมืองใหม่ต้องมีความรับผิดรับชอบสูงกว่าเดิม (accountability) ก็ไม่มีทางขอสิทธิพิเศษให้สังคมอ่อนข้อเวลาเกิดวิกฤตกับตัวเองได้

ในทางรัฐศาสตร์มีแนวคิดเรื่อง ต้นทุนต่อสาธารณะจากการผิดคำพูดหรือทำไม่ได้ตามที่ประกาศ ซึ่งอธิบายว่า ผู้นำที่ประกาศจุดยืนต่อสาธารณะแล้วทำไม่ได้ จะเสียต้นทุนทางการเมืองสูงกว่าผู้นำที่ไม่เคยประกาศอะไรเลย พรรคประชาชนมีต้นทุนลักษณะนี้สูงมากในกรณีนี้ เพราะเคยพูดเรื่องสิทธิทางดิจิทัล และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อย่างชัดเจน แต่ต้นทุนนี้ยังมีอีกมิติที่บทวิเคราะห์จำนวนมากมองข้ามไป คือ ต้นทุนของการ “เงียบ” ต่อสมาชิกพรรคที่อาจได้รับความเสียหายจริง เพราะถ้าสมาชิกรู้สึกว่าพรรคพยายามรักษาหน้าองค์กร มากกว่าดูแลพวกเขาอย่างจริงจัง มันอาจนำไปสู่ความแตกร้าวภายในพรรคได้ในระยะต่อไป สรุปให้สั้นที่สุด เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงเหตุด้านความมั่นคงไซเบอร์ แต่เป็นบททดสอบความชอบธรรมทางการเมือง อย่างเต็มรูปแบบ และสาระสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ว่าข้อมูลหลุดอะไรบ้าง หากแต่อยู่ที่ว่า พรรคจะตอบคำถามสังคมได้หรือไม่ว่า เหตุใดจึงเก็บข้อมูลเช่นนั้น เก็บอย่างไร ใครเข้าถึงได้บ้าง รู้เมื่อไร แจ้งเมื่อไร และจะรับผิดอย่างไรต่อจากนี้”

เอ็ดดี้

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ชาวโซเชียลต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อน โดยมีทั้งการตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตรฐานความปลอดภัยของพรรค เช่น

“นึกอยู่ว่าหลุดแน่นอน คงจะกลัวเกิดคดีความแล้วถูกสาวมาถึงพรรคเลยรีบออกตัว แต่คงไม่ทันแล้วปานนี้ข้อมูลถึง DSI เรียบร้อย”

“ไม่มีใครเข้าไปยุ่งฐานข้อมูลของพรรคส้มน่าจะคนภายในเป็นคนปล่อยกันเองแต่ละคนในพรรคมีแต่ดีดีทั้งนั้น”

“บาร์โค้ต QR code เขาย้อนกลับไปหาว่าใครเลือกใครได้ซึ่งก็ได้พยายามสาธิตกัน ก็แค่ Hack ฐานข้อมูลมันจะยากอะไร #อะไรที่ว่าลับก็ไม่ควรเข้าไปทำให้ไม่ลับมันผิดกฎหมายครับ”

vแน่ใจหรอครับว่าโดนเจาะ น่าจะตรวจสอบรายได้อย่างละเอียดนะครับ”

“Spectre C ทำงาน”

“ในยุคที่ข้อมูลส่วนตัวของบุคคลมีความสำคัญที่สุดและต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุด แต่พรรคส้มกลับเป็นตัวการในการเจาะข้อมูลของด้อม แล้วทำให้ความลับส่วนบุคคลไม่เป็นความลับอีกต่อไป คิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นในหมู่ด้อมส้มทั้งหลาย?
คิดว่าพวกเขาจะรู้สึกรู้สาอะไรในเรื่องนี้กันหรือไม่? พวกเขาจะยังคงมีความเชื่อมั่น มีความศรัทธา และให้ความไว้เนื้อเชื่อใจพรรคการเมืองที่ตัวเองชื่นชอบอีกต่อไปหรือไม่? แม้ตอนนี้อาจจะยังไม่เกิดเหตุร้ายใดๆขึ้น แต่จะเชื่อได้อย่างไรว่าวันดีคืนดีข้อมูลของด้อมเหล่านี้จะไม่หลุดออกไปสู่มือของมิจฉาชีพ? ก็หวังว่าด้อมทั้งหลายจะหูตาสว่าง มองเห็นความเป็นจริงว่าความไว้เนื้อเชื่อใจของพวกคุณ กำลังจะย้อนกลับมาทำลายพวกคุณเอง #โชคดีนะด้อมส้ม #หวังว่าพวกคุณคงไม่เจอแจ็คพอตอะไรหรอกนะ”

“ด้อมส้มเขาไม่ว่า ไม่เดือดร้อนอะไรหรอกค่ะ เขารักของเขา ยอมทุกอย่าง”

เอ็ดดี้
เอ็ดดี้
เอ็ดดี้
เอ็ดดี้
เอ็ดดี้

ขอขอบคุณข้อมูและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์

Leave a comment