
ไทยริเริ่มหารือ รมว.กต.อาเซียน ถกรับมือศึกตะวันออกกลาง รับสถานการณ์น่าเป็นห่วง
วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.
สีหศักดิ์ เผยไทยริเริ่มหารือ รมว.กต.อาเซียน ถกรับมือศึกตะวันออกกลาง รับสถานการณ์น่าเป็นห่วง
เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ เกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมที่สืบเนื่องจากการริเริ่มของฝ่ายไทย ที่เราเห็นว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมากๆ และมีผลกระทบต่ออาเซียนทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น จึงมาร่วมประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกัน และดูว่าตรงไหนบ้างที่อาเซียนจะสามารถร่วมมือกันเพื่อบรรเทาผลกระทบ หรือให้อาเซียนอยู่ในสถานะที่จะรับมือความท้าทายต่างๆอย่างเข้มแข็งขึ้น โดยทุกคนเห็นตรงกันว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางขณะนี้สืบเนื่องจากสหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน และก็มีการโต้ตอบโดยอิหร่าน และมีการโต้ตอบไปหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพกติการะหว่างประเทศกำลังถูกบั่นทอน
อาเซี่ยนเป็นห่วงเพราะว่าขณะนี้ สงครามและการต่อสู้ยังคงรุนแรงอยู่ และไม่รู้ว่าจะยุติลงอย่างไร แต่แน่นอนในส่วนของอาเซียนนั้น เราก็ยืนยันข้อเรียกร้องที่เรามีไปแล้วในแถลงการณ์ ก่อนหน้านี้ในอาเซียน คือไทยเราอยากจะเห็นการแก้ไขโดยสันติวิธี ขอให้ทุกฝ่ายมุ่งสู่การเจรจาทางการทูต เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความสูญเสียอย่างมากมาย โดยเฉพาะประชาชน พลเรือน อาเซียนจึงมีต่อตะวันออกกลาง
ถ้าถามว่าอาเซียนจะทำอะไรได้บ้าง แน่นอนผลกระทบก็มีหลายมิติหลายด้านด้วยกัน เช่น ผลกระทบในเรื่องของพลังงาน ราคาพลังงาน ความมั่นคงพลังงาน ผลกระทบที่จะตามมาถึงเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ อาจจะกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารด้วย
ทุกคนในที่ประชุมก็แลกเปลี่ยนกันว่าขณะนี้มีมาตรการภายในของแต่ละประเทศ ซึ่งไทยก็เป็นที่ทราบกันแล้วว่า เรามีมาตรการที่จะประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็น ในส่วนของอาเซียน เราก็มาดูกันว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง ซึ่งอาเซียนมีกรอบความร่วมมือทางด้านปิโตรเลียม และก็มีกลไกอยู่ ซึ่งหากมีประเทศใดขาดแคนน้ำมันระดับหนึ่ง หรือระยะเวลาหนึ่ง ประเทศอื่นก็อาจจะให้ความช่วยเหลือได้โดยสมัครใจ ซึ่งกลไกนี้ยังไม่เคยมีการใช้งานอย่างจริงจัง หรืออย่างแท้จริง เราจึงมาดูกันว่ากลไกที่เรามีอยู่นั้น เราจะทำอย่างไรให้มีผลในทางปฏิบัติได้บ้าง และเรามีระบบสายส่งอาเซียน หรืออาเซียนเพาเวอร์กริด ซึ่งเรามีอยู่สองสายส่ง โดยสายส่งหลักที่ใช้งานอยู่ก็คือ ส่งพลังงานไฟฟ้าจากลาว มาไทย และไปมาเลเซีย สิงคโปร์ ซึ่งตรงนี้เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องพลังงานสะอาด
อีกสายส่งหนึ่ง ก็คือ บรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ และแน่นอนสิ่งที่อาเซียนจะร่วมมือกันมากขึ้นก็คือ ในเรื่องของการพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น พลังงานสะอาดทั้งหลาย เราอาจจะต้องหาทางร่วมมือกับประเทศคู่เจรจา ที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ว่าเขาจะให้การช่วยเหลือสนับสนุนอาเซียนได้อย่างไรบ้าง ซึ่งตรงนี้อาจจะเป็นมาตรการในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีความช่วยเหลือซึ่งกันและกันที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งคนสัญชาติอาเซียนมีอยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง จำนวนมากโดยเฉพาะในประเทศฟิลิปปินมีจำนวน 1,000,000 คน ส่วนประเทศไทยมีประมาณ 100,000 คน ดังนั้น เราจะมีหลักการในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องของการคุ้มครองคนชาติอาเซียน ใครอยู่ในฐานะจะช่วยอะไรได้ หรือช่วยประเทศอื่น ช่วยคนประเทศอาเซียนอื่นๆได้อย่างไรบ้าง เราก็จะช่วยกัน เพราะบางประเทศไม่มีสถานทูต เราก็จะช่วยดูแลคุ้มครองคนของประเทศนั้น กรณีประเทศสิงคโปร์ส่งเครื่องบินเหมาลำไปที่ซาอุ ที่ริยาร์ด นอกจากรับคนของสิงคโปร์ออกมาแล้ว ก็รับคนสัญชาติอาเซียนประเทศอื่นๆมาด้วย ซึ่งก็เป็นความร่วมมือการช่วยเหลือซึ่งกันและกันที่จำเป็นในขณะนี้
นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า เรามองไปข้างหน้า และจะต้องมีการเรียกร้องกันต่อไปว่า การแก้ไขปัญหาควรจะต้องมีการดำเนินการโดยเร็ว ด้วยทางการทูต ด้วยสันติวิธี และระยะยาว ต้องมีการหาทางสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบ ระเบียบโลก ที่เน้นและยึดมั่นอยู่บนพื้นฐานของกติกา กฎหมายระหว่างประเทศ
“ยืนยันว่าเป็นการประชุมที่อาเซียนอยากแสดงให้เห็นว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เราจะต้องมีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว อาเซียนจะต้องทำอย่างที่ผมได้กล่าวมา ต้องยกความร่วมมือของอาเซียนไปสู่ระดับที่สูงขึ้น เราจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียน การสร้างความเข้มแข็งก็คือการพร้อมที่จะร่วมมือกันในยามวิกฤต เพื่อทำให้เห็นว่าอาเซียนมีศักยภาพที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ท้าทายต่างๆ ดังนั้น ผมคิดว่าการประชุมครั้งนี้ แม้ว่าอาจจะต้องมีการขยายผลต่อไป แต่โดยที่มีการประชุมวันนี้ ได้แสดงถึงการที่อาเซียนมีความพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทาย ที่สำคัญคือประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มเสนอการประชุมครั้งนี้” รมว.กต.กล่าว
นายสีหศักดิ์ กล่าวถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ว่า ประเทศไทย ขอย้ำว่าเรามีการหยุดยิง และเราก็อยากให้การหยุดยิงมีความยั่งยืน ไทยอยากใช้ช่วงเวลานี้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เพื่อจะดูว่าหนทางข้างหน้าในการฟื้นฟูความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไรบ้าง ตรงนี้เป็นเจตนาของฝ่ายไทย ที่เรามุ่งไปข้างหน้า แต่ที่เราเป็นห่วงและตนมีความไม่สบายใจ ที่ฝ่ายกัมพูชาอาจจะเดินถอยหลัง เพราะสิ่งที่กัมพูชาพูด กับสิ่งที่กัมพูชาทำ ไม่สอดคล้องกัน อย่างเช่น ในเวทีต่างๆ กัมพูชาก็มีความพยายามที่จะนำเรื่องไทย-กัมพูชา ไปเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ไปเข้าสู่เวทีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเวทีคณะมนตรีความมั่นคงระหว่างประเทศ เวทียูเนสโก เวทีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ทั้งที่ด้านหนึ่ง กัมพูชาก็บอกว่าอยากจะฟื้นฟูหรือให้มีการพูดคุยกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การแก้ไขปัญหามีความยากลำบากขึ้น
อย่างเช่น ที่กัมพูชาเรียกร้องให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ซึ่งโดยหลักการประเทศไทย ก็พร้อมที่จะพิจารณาให้มีการประชุม แต่ไทยต้องรอให้มีรัฐบาลใหม่ก่อน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเขตแดน ซึ่งก็มีเวลาและขั้นตอนอยู่ ขณะนี้เราควรจะทำให้สถานการณ์เดินไปข้างหน้าได้ มีความสงบ หรือไม่ทำอะไรที่จะทำให้เกิดผลกระทบกับความพยายามที่เราแก้ไขปัญหาทวิภาคี ซึ่งล่าสุดได้ข่าวว่ามีคณะรัฐสภาเกาหลีใต้ เดินทางไปเยือนกัมพูชา พบกับสมาชิกรัฐสภากัมพูชา แต่กัมพูชามีการร้องขอให้เกาหลีใต้ไม่ขายเครื่องบินให้ไทย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่กัมพูชาไม่เกี่ยวและไม่ควรจะเข้ามาแทรกแซงเรื่องภายในของไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไทยอยากจะขอร้องกัมพูชาว่า ให้มองไปข้างหน้า และอย่าทำให้สถานการณ์เกิดความยุ่งยากมากขึ้น เราจะได้มุ่งมั่นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้การช่วยเหลือลูกเรือไทยอีก 3 คน ไทยขอความช่วยเหลือจากทหาร หรือกองทัพโอมานประเทศเดียว หรือว่ามีชาติอื่นด้วย
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอยู่ในน่านน้ำของประเทศโอมาน ซึ่งโอมานก็ได้ออกประกาศแต่แรกแล้วว่า อย่าพึ่งเข้าไปช่วยเหลือลูกเรือ เพราะอันตรายเนื่องจากอยู่ในพื้นที่โจมตี ซึ่งเมื่อวานนี้ตนก็ได้พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ก็ขอบคุณโอมานที่ให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย 20 คนออกมาแล้ว ซึ่งทางโอมานก็บอกว่าจะพยายามช่วยเหลือคนไทยอีก 3 คนที่เหลือ ซึ่งตอนนี้เราต้องอาศัยกองทัพเรือโอมานเป็นหลัก เพราะอยู่ในพื้นที่ของโอมาน ซึ่งทางโอมาน ก็พยายามหาจังหวะเข้าไปช่วยเหลือ ถ้าสถานการณ์อำนวยเมื่อไหร่ทางโอมานก็จะเข้าไปช่วยเหลือ กต.และกองทัพเรือไทยก็ได้ประสานกับทางโอมานต่อเนื่องแต่ขณะนี้ กต.ยังไม่มีข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ 3 คน อย่างไรก็ตาม ไทยจะประสานกับทางโอมานต่อไปว่าการช่วยเหลือมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง ส่วนเรื่องการจะนำหน่วยกู้ภัยหรือเจ็ตสกีเข้าไปช่วยเหลือ 3 คนไทย ก็ต้องบอกทางการประเทศอิหร่าน ว่าจะสามารถเข้าไปได้หรือไม่ ซึ่งเข้าใจว่าทางโอมานก็ประสานอยู่เช่นกัน และไทยเราก็ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด