
ศิริโชค วิเคราะห์ทางเลือกที่ไร้คำตอบง่ายของวอชิงตัน
วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.36 น.
วานนี้ (13 มีนาคม 2569) นายศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์บทวิเคราะห์สุดคมเกี่ยวกับการเมืองโลกและสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยมองว่าตอนนี้สหรัฐกำลังเดินหมากลำบากอย่างยิ่ง หลังผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านส่งสัญญาณแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยข้อความทั้งหมดว่า “หมากอันแสนยากของอเมริกา คำปราศรัยล่าสุดของผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ไม่ใช่แค่คำพูดแข็งกร้าวตามปกติของสงคราม แต่เป็นสัญญาณบอกทิศทางของเกมที่กำลังจะเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง และเกมนี้กำลังทำให้สหรัฐอเมริกาเผชิญสถานการณ์ที่เดินหมากลำบากมาก ผู้นำอิหร่านประกาศจุดยืนหลายเรื่องอย่างชัดเจน เขาบอกว่า ฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลางควรถูกปิด และหากยังคงอยู่ก็อาจกลายเป็นเป้าหมายการโจมตี อิหร่านยังยืนยันว่าจะต้องได้รับ ค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม หากฝ่ายตรงข้ามไม่ยอม ก็พร้อมตอบโต้ด้วยการทำลายหรือยึดทรัพย์สินในระดับที่เห็นว่าเหมาะสม อีกด้านหนึ่ง อิหร่านย้ำว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่สามารถใช้ได้ตามปกติ ซึ่งเท่ากับเป็นการกดดันเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พร้อมกันนั้น ประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลางก็ถูกกดดันให้ ประกาศจุดยืนให้ชัดว่าจะอยู่ข้างใคร และที่สำคัญ อิหร่านยังส่งสัญญาณว่า อาจเปิดแนวรบใหม่ในพื้นที่อื่นๆ ที่ฝ่ายตรงข้ามไม่คุ้นเคยและป้องกันได้ยาก เมื่อดูคำพูดเหล่านี้ควบคู่กับการเคลื่อนไหวในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการคุกคามเส้นทางพลังงาน การกดดันประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย หรือการเตรียมการทางทหาร จะเห็นว่านี่ไม่ใช่แค่คำขู่ แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่กำลังเดินอยู่จริง แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ เกมของอิหร่านไม่ได้มีเป้าหมายแค่ตอบโต้ศัตรูเท่านั้นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือความพยายาม ทำให้สหรัฐอเมริกาไม่สามารถถอนตัวจากความขัดแย้งนี้ได้ง่าย
ยิ่งอยากถอย ก็ยิ่งถอยยาก โดยปกติแล้ว เมื่อสงครามเริ่มยืดเยื้อ มหาอำนาจมักมีสองทางเลือก คือขยายสงครามให้เด็ดขาด หรือค่อยๆ ลดบทบาทแล้วถอนตัว แต่อิหร่านกำลังทำให้ทั้งสองทางเลือกนี้ยากขึ้นการคุกคามช่องแคบฮอร์มุซ การกดดันประเทศอ่าวเปอร์เซีย และการส่งสัญญาณเปิดแนวรบใหม่ ล้วนทำให้ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่แค่สองประเทศ แต่ขยายเป็นปัญหาระดับภูมิภาคเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ หากสหรัฐเลือกถอนตัว ก็จะถูกมองทันทีว่า ถอยเพราะควบคุมสถานการณ์ไม่ได้สำหรับมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ภาพแบบนั้นยอมรับได้ยากมากนี่จึงกลายเป็นกับดักทางยุทธศาสตร์ ยิ่งสงครามขยายวงกว้างเท่าไร ทางเลือกในการถอนตัวก็ยิ่งแคบลงเท่านั้น
.jpg)
สงครามที่อาจทำให้อิหร่านแข็งแรงขึ้นอีกประเด็นหนึ่งที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น คือความเป็นไปได้ที่สงครามครั้งนี้อาจไม่ได้ทำให้อิหร่านอ่อนแอลงอย่างที่หลายฝ่ายคาดตรงกันข้าม สงครามอาจทำให้รัฐบาลในเตหะรานรวบอำนาจได้แน่นขึ้น เมื่อประเทศอยู่ในภาวะสงคราม ความขัดแย้งภายในมักลดลง ผู้คนหันมารวมตัวกันมากขึ้น และรัฐบาลสามารถใช้สถานการณ์นี้สร้างความชอบธรรมในการตอบโต้ภายนอก ขณะเดียวกัน อิหร่านก็ยังแสดงให้เห็นว่า ยังมีศักยภาพสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกได้ไม่ว่าจะเป็นการคุกคามโครงสร้างพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย หรือการทำให้เส้นทางเดินเรือสำคัญของโลกไม่ปลอดภัย สิ่งเหล่านี้อาจมากกว่าที่หลายฝ่ายเคยประเมินไว้ก่อนสงครามจะเริ่มขึ้น
ต้นทุนที่อเมริกาต้องจ่ายสำหรับสหรัฐ ความท้าทายไม่ได้มีแค่ในสนามรบสงครามที่ยืดเยื้อหมายถึงการใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งอาวุธ งบประมาณ และแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศในขณะเดียวกัน ประเทศในอ่าวเปอร์เซียบางแห่งก็เริ่มไม่พอใจที่ภูมิภาคของตัวเองกำลังกลายเป็นสนามแข่งขันของมหาอำนาจยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อเท่าไร ผลกระทบต่ออิทธิพลของสหรัฐในเวทีโลกก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
.jpg)
ทางเลือกที่ไม่มีคำตอบง่ายในทางทฤษฎี วอชิงตันยังมีสองทางเลือกทางหนึ่งคือ ยกระดับการโจมตีให้หนักขึ้น เพื่อกดดันอิหร่านให้ยอมถอยอีกทางหนึ่งคือ พยายามหาทางออกจากสงคราม โดยจำกัดความเสียหายให้มากที่สุด แม้จะไม่ได้บรรลุเป้าหมายทั้งหมดหลายคนเชื่อว่าสหรัฐจะยังคงตอบโต้ทางทหารต่อไป แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจมีการเจรจาเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งโดยไม่ให้ภาพออกมาว่าเป็นฝ่ายแพ้
ตะวันออกกลางหลังสงครามไม่ว่าสงครามจะจบลงอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ตะวันออกกลางกำลังเปลี่ยนไปคำถามสำคัญในระยะยาวคือ ประเทศในอ่าวเปอร์เซียจะยังพึ่งพาความมั่นคงจากสหรัฐเหมือนเดิมหรือไม่ หรือจะเริ่มหันไปสร้างสมดุลกับมหาอำนาจอื่นอย่างจีนมากขึ้นเพราะบางครั้ง ในเกมการเมืองระหว่างประเทศหมากที่ยากที่สุด ไม่ใช่การเริ่มสงครามแต่คือการหาทางออกจากสงครามโดยไม่แพ้”
หลังจากที่โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อมุมมองเชิงภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้กันอย่างเผ็ดร้อน โดยความเห็นส่วนใหญ่สะท้อนภาพความกังวลและบทเรียนที่มหาอำนาจต้องเจอ เช่น
“เมกาเปิด-อิหร่านปิด vs.เขมรเปิด-ไทยปิด”
“บทเรียนที่ได้รับจากสงครามครั้งนี้ คือ การที่สหรัฐประเมินผิดพลาด โดยตัดสินใจภายใต้อิทธิพลของอิสราเอล คาดการณ์ก็พลาด คิดเองเออเองว่าเมื่อฆ่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้แล้วอิหร่านจะยอมแพ้ แต่กลายเป็นว่ากลับทำให้อิหร่านฮึดสู้แบบไม่เกรงกลัวใดๆ และสหรัฐ/อิสราเอลคงลืมไปว่าอิหร่านเตรียมตัวเตรียมใจที่จะเจอกับสถานการณ์แบบนี้มาหลายสิบปีจึงได้เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือไว้อย่างชาญฉลาด สุดท้ายสหรัฐกับอิสราเอลแทนที่จะเป็นฮีโร่ที่คุยว่าได้ปราบปรามวายร้าย (คำเรียกที่สหรัฐและตะวันตกยัดเยียดให้อิหร่านอย่างยาวนาน) และเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพของโลกอย่างอิหร่านลงได้ มันกลับพลิกว่าสองประเทศนี้นั่นแหละที่เป็น “ภัยคุกคาม” ต่อประชาคมโลกทั้งทางด้านการทหารและเศรษฐกิจ และความวิตกกังวลขนาดหนักว่ามีโอกาสที่สงครามอาจขยายตัวกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ในเร็วๆ นี้”
“อิหร่าน ไม่หมูนะ อายุอิหร่านเป็นประเทศ กว่า 2 พันปี เมกา ยังไม้ถึง 300 ปี ยิวยิ่งหนัก ยังไม่ถึง 90 ปี อารธรรม เทียบชั้นกัน ไม่ได้เลย”
“ลุงตั้มเปิดฉากอย่างอหังการและท่าทีที่ยโส คนที่รักความเป็นธรรมแม้ไม่เคยชื่นชอบอิหร่านก็ยังเห็นใจและให้กำลังใจสู้กับหมาป่าตะวันตก”
“น่าจะยากที่อิหร่านจะยอมเป็นฝ่ายจบ.และอเมริกาเองก็ดูๆกลัวจะเสียหน้า ถ้าจะเป็นฝ่ายถอย และอีกหลายต่อหลายประเทศที่โดยผลกระทบจากการกระทำครั้งนี้ของทรัมป์ ..คิดว่าสงครามคงจะทวีความรุนแรงขึ้นมากกว่าค่ะ”
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ศิริโชค โสภา