
ตรรกะอะไรของ BioThai ที่ยก พิธา มาเทียบ ศุภจี
วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.04 น.
การโพสต์บนเพจของ มูลนิธิชีววิถี หรือ BioThai ย่อมเป็นสิทธิ์ของทางเพจที่จะนำเสนอข้อมูลในมุมมองของตน แต่สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตคือตรรกะในการเลือกเปรียบเทียบตัวบุคคลในบทวิเคราะห์นโยบายเกษตร ที่จงใจยกนักการเมืองคนหนึ่งขึ้นมานำเสนอราวกับเป็นเจ้าของแนวคิดที่ลึกซึ้งกว่าใคร
การหยิบเอา “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” บุคคลซึ่งปัจจุบันถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี ไม่มีสถานะบริหารราชการแผ่นดินและไม่มีอำนาจหน้าที่ใดๆ มาวางขนานกับ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัวจริง จึงเป็นภาพที่ชวนให้เกิดความรู้สึกย้อนแย้งอย่างยิ่ง
ภาพดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามรักษาพื้นที่ให้กับเครือข่ายอุดมการณ์เดียวกัน โดยมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่าสถานะและบทบาทของทั้งสองฝ่ายนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในโลกแห่งการบริหารราชการแผ่นดินยุคปัจจุบัน
การเลือกบุคคลรายนี้มาเป็นตัวแทนแนวคิดเชิงโครงสร้าง สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของกลุ่มก้อนที่มีอุดมการณ์สอดคล้องกับ พรรคส้ม อย่างปฏิเสธไม่ได้ ในเมื่อ BioThai ซึ่งเป็นกลุ่มเอ็นจีโอที่มีแนวคิดใกล้เคียงกับพรรคส้มต่างขับเคลื่อนประเด็นสอดรับกันมาตลอด การใช้พื้นที่ของตนเพื่อสนับสนุนคนในขบวนการเดียวกันจึงเป็นทิศทางที่เห็นได้ชัดเจน
แต่กรณีนี้ชวนให้ตั้งข้อสังเกตว่า การโพสต์เพื่อพยายามดึงผู้บริหารประเทศตัวจริงที่กำลังทำงานอยู่ ลงมาวางเทียบกับบุคคลที่ไม่เคยมีประสบการณ์บริหารประเทศ และปัจจุบันทำหน้าที่เป็นเพียงคณะทำงานทางวิชาการอยู่ในต่างแดนนั้น เป็นสิ่งที่ดูขัดกับความเป็นจริงของโลกการทำงาน
ในขณะที่ฝั่งหนึ่งต้องรับผิดชอบนโยบายระดับประเทศ แต่อีกฝั่งกลับมีบทบาทเพียงผู้สังเกตการณ์ ความพยายามจับคู่เปรียบเทียบครั้งนี้จึงดูเบาบางในเชิงน้ำหนักและเหตุผลตั้งแต่ต้น
ประเด็นที่ชวนให้ฉงนใจที่สุด คือความพยายามแยกวิธีคิดด้านเกษตรออกมานำเสนอว่าโดดเด่น ทั้งที่ในความเป็นจริง ความน่าเชื่อถือไม่อาจแยกออกจากวิสัยทัศน์โดยรวมที่เขามีต่อโลกได้ โดยเฉพาะทัศนะด้านความมั่นคงที่เคยฝากไว้ในทำนองว่า “มีทหารไว้ทำไม” หรือการมองว่ายุคนี้ไม่มีการรบกันแบบเดิมแล้ว และกองทัพอาจไม่จำเป็นหากผู้นำฉลาดพอ
วิธีคิดเช่นนี้สวนทางกับวิกฤตการณ์โลกอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะไฟสงครามในอิหร่านและตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก ทั้งเรื่องราคาน้ำมัน พลังงาน และความมั่นคงทางอาหารที่สั่นคลอนไปทุกหย่อมหญ้า
ยิ่งเมื่อภาพลักษณ์ปัจจุบันที่ปรากฏ มักเน้นไปที่การใช้ชีวิตส่วนตัวในต่างแดน และความเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ส่วนตัวมากกว่าบทบาทของผู้นำที่พร้อมจะแบกรับภาระการบริหารรัฐกิจที่ตึงเครียด ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของนักบริหารที่มีวิสัยทัศน์ดูห่างไกลออกไปทุกที
สถานการณ์ความขัดแย้งทั่วโลกในปัจจุบันจึงเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า วิสัยทัศน์ความมั่นคงที่เคยนำเสนอนั้นไม่สอดคล้องกับความจริงเพียงใด แต่ BioThai กลับยังเลือกที่จะนำวิธีคิดของบุคคลที่มีประวัติการประเมินสถานการณ์คลาดเคลื่อน มาวางเทียบกับมือบริหารที่มีประสบการณ์ระดับสากล และต้องรับผิดชอบชีวิตเกษตรกรท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกของจริง
การพยายามนำเสนอนักการเมืองที่ยังไม่เคยผ่านบทพิสูจน์งานบริหาร ให้ดูเป็น “นักคิดเชิงโครงสร้าง” ขณะที่มองผู้บริหารตัวจริงเป็นเพียงคนแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นเพียงการแสดงออกถึงมุมมองที่อาจจะปิดบังข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ไปบ้าง
เมื่อวิสัยทัศน์พื้นฐานต่อความปลอดภัยของประเทศยังมีจุดอ่อน และการวางตัวหันไปเน้นเรื่องส่วนตัวมากกว่างานนโยบาย น้ำหนักความเชื่อถือในวิธีคิดด้านเกษตรของบุคคลที่ถูกตัดสิทธิ์และไร้สถานะทางการเมืองไปแล้ว จึงแทบไม่เหลือพื้นที่ให้สังคมยอมรับว่าเป็นแนวทางที่ใช้งานได้จริงในระดับบริหาร
สิ่งที่ปรากฏจากการโพสต์ของ BioThai ครั้งนี้ จึงเป็นเพียงภาพสะท้อนของการทำงานที่สอดประสานกันของเครือข่ายอุดมการณ์ เพื่อรักษาพื้นที่ยืนให้กับคนในกลุ่มก้อนของตนเองมากกว่าการมุ่งวิเคราะห์นโยบายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
การเห็นกลุ่มเอ็นจีโอออกมาสนับสนุนกันเอง หรือหยิบยกแนวคิดของคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาชมกันเองในพื้นที่ของตนเช่นนี้ จึงเป็นภาพที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ในมุมของคนภายนอกกลับมองว่าเป็นเรื่องที่ชวนให้ฉงนใจมากกว่าจะสร้างความคล้อยตาม
ในเมื่อคนในกลุ่มเดียวกันพยายามสร้างน้ำหนักให้กันและกัน โดยเลือกที่จะมองข้ามความคลาดเคลื่อนทางวิสัยทัศน์ของบุคคลที่ตนเชิดชู บทสรุปที่ออกมาจึงเป็นเพียงกิจกรรมทางการสื่อสารที่หมุนวนอยู่ในพื้นที่ของตนเองไปวันๆ เท่านั้น.
– ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์