
ทร.เตือนเรือไทยอย่าเสี่ยง ฝ่าทุ่นระเบิด น่านน้ำ‘เปอร์เซีย/โอมาน’
วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ทร.เตือนเรือไทยอย่าเสี่ยง ฝ่าทุ่นระเบิด น่านน้ำ‘เปอร์เซีย/โอมาน’ 20ลูกเรือ‘มยุรี นารี’ กลับถึงบ้าน16มี.ค.นี้
กองทัพเรือเตือนภัยเรือไทยเพิ่ม แนะนำให้หลีกเลี่ยง-ใช้ความระมัดระวัง “ทุ่นระเบิด” ในอ่าวเปอร์เซีย–อ่าวโอมาน และช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ ผู้ประกอบการ ควรพิจารณาความเสี่ยง ผู้ว่าฯ นครนายก ลงพื้นที่ให้กำลังใจครอบครัวลูกเรือ “มยุรี นารี” ขณะที่ ก.แรงงาน เผยลูกเรือไทย 20 คนได้รับการดูแลอย่างดี กำหนดกลับถึงไทย 16 มีนาคมนี้ เจ้าของเรือยืนยันจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ-ได้สิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย ด้าน ศบก. ยัน เดินหน้าค้นหาอีก 3 ชีวิต ยํ้าเตือนคนไทย เร่งออกจากพื้นที่เสี่ยง หลังอิหร่านยกระดับโจมตี
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือโดยศูนย์ควบคุมการจราจรทางทะเลศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ (ศคจร.ศปก.ทร.) ได้ออกประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลเพิ่มเติมลงวันที่ 13 มีนาคม 2569 เพื่อแจ้งเตือนผู้ประกอบการเดินเรือและเรือพาณิชย์ไทย ให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือในพื้นที่ อ่าวเปอร์เซีย อ่าวโอมาน และช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากการประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงทางทะเล พบว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้ทุ่นระเบิดทางทะเล (Sea Mines) ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการเดินเรือพาณิชย์และเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่สำคัญของโลก
ออกคำแนะนำเพิ่มเติมแก่เรือไทย
ศูนย์ควบคุมการจราจรและควบคุมเรือทางทะเล จึงได้ออกคำแนะนำเพิ่มเติมแก่เรือไทยและผู้ประกอบการเดินเรือ โดยมีสาระสำคัญได้แก่ 1.หลีกเลี่ยงการเดินเรือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงสูง (High Risk Area) หากไม่มีความจำเป็น 2.ขอให้บริษัทเจ้าของเรือ ประเมินความเสี่ยงและเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยตาม ISPS Code และแนวปฏิบัติ Best Management Practices (BMP) 3.ขอให้ติดตามสถานการณ์และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางทะเลอย่างใกล้ชิด 4.ขอให้เรือดำรงการติดต่อสื่อสารทางวิทยุ Maritime Band ช่อง 16 และพร้อมตอบสนองต่อการติดต่อจากหน่วยงานความมั่นคงทางทะเลในพื้นที่ 5.และหากตรวจพบวัตถุต้องสงสัยหรือเหตุผิดปกติ ให้แจ้งให้ศคจร.ฯ, UKMTO และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
ให้แนวทางปฏิบัติเมื่อเจอทุ่นระเบิด
นอกจากนี้ กองทัพเรือยังได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับ แนวทางปฏิบัติเมื่อเผชิญภัยจากทุ่นระเบิดทางทะเล เพื่อให้กำลังพลประจำเรือสามารถลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านพื้นที่ดังกล่าว
กองทัพเรือขอให้ผู้ประกอบการเดินเรือและเรือพาณิชย์ไทย ติดตามประกาศแจ้งเตือนและข้อมูลข่าวสารด้านความปลอดภัยทางทะเลอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของลูกเรือและ
เรือไทย โดยกองทัพเรือจะยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และพร้อมแจ้งเตือนข้อมูลที่จำเป็นในทันที
ผู้ว่าฯนครนายกพบญาติลูกเรือไทย
วันเดียวกัน ที่บ้านเลขที่ 52/1หมู่ที่ 4 ตำบลป่าขะ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก พร้อมด้วยนายเกรียงไกร กิตติธเนศวร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครนายก เขต 2 และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงาน พัฒนาสังคมเเละความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครนายก ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครนายก ตลอดจนนายอำเภอบ้านนา และผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัวของ นายสมเดช ทองศรีม่วง ตำแหน่งต้นเรือ ของเรือสินค้าไทย “มยุรี นารี (Mayruree Naree)” ซึ่งประสบเหตุถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น
จากการลงพื้นที่ทางครอบครัวของต้นเรือ แจ้งว่าขณะนี้ลูกเรือปลอดภัยแล้ว หลังได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพเรือโอมาน ปัจจุบันพักอยู่ ณ ประเทศโอมาน ด้านหน่วยงานร่วมลงพื้นที่ ได้แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการดูแลลูกเรือจากทางบริษัทพรีเชียส ฟลาวเวอร์ส จำกัด (เจ้าของเรือ)พร้อมเน้นย้ำว่ากระทรวงแรงงานจะติดตามสิทธิประโยชน์ และการช่วยเหลือจากนายจ้างอย่างใกล้ชิด ตลอดจนติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อประสานข้อมูลมายังครอบครัวของลูกเรือ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าลูกเรือจะได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
ลูกเรือไทยได้รับการดูแลอย่างดี
ด้าน นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงสถานการณ์แรงงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า สำหรับจำนวนแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางประมาณ 67,047 คนและได้แจ้งความประสงค์ทางสถานเอกอัครราชทูตเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย 977 คน ขณะนี้เดินทางกลับมาแล้ว 72 คน และอยู่ระหว่างเดินทางกลับอีก 9 คนจากบาห์เรน
นายสันติกล่าวว่า ส่วนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย23 คน จากเหตุการณ์เรือมยุรี นารี ถูกโจมตีนั้น กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการประสานความช่วยเหลือ โดยประสานบริษัทเดินเรือเพื่อช่วยเหลือลูกเรือ กระทรวงแรงงานโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ประสาน บริษัท พรีเชียส ฟลาวเวอร์ส จำกัด เจ้าของเรือมยุรี นารี ซึ่งได้มีการดูแลช่วยเหลือลูกเรือ 20 คนที่ภายหลังได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาอย่างปลอดภัยแล้ว โดยบริษัทได้จัดให้ลูกเรือทุกคนพักอาศัย
ที่โรงแรมในเมืองคาซาบ ราชอาณาจักรโอมาน โดยให้พักเดี่ยวพร้อมจัดอาหาร ยาเวชภัณฑ์ และเครื่องนุ่งห่มที่มีความจำเป็นอย่างครบถ้วน นอกจากนี้ลูกเรือทุกคนยังสามารถใช้โทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารไปยังครอบครัวในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง
เร่งช่วย3ลูกเรือไทยที่ยังติดค้าง
นายสันติกล่าวว่า สำหรับลูกเรือ1 ราย ที่ได้รับบาดเจ็บที่มือ ขณะนี้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในพื้นที่และกลับมาพักที่โรงแรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ทางบริษัทยังสนับสนุนบริการด้านสุขภาพจิต โดยให้คำปรึกษาผ่านทางออนไลน์กับนักจิตวิทยาและที่ปรึกษาชาวไทยที่มีใบอนุญาตและมีการรับรองตามมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อให้บริการแก่ลูกเรือแต่ละรายตามคำร้องขอ ส่วนลูกเรืออีก 3 คน ที่ยังติดอยู่ในเรือ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเข้าช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ ซึ่งกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อดำเนินการช่วยเหลือลูกเรือดังกล่าวต่อไป
เจ้าของเรือยันจ่ายค่าจ้างตามปกติ
นายสันติ กล่าวว่า ในส่วนของการติดตามสิทธิประโยชน์เรื่องค่าตอบแทนของลูกเรือ บริษัทยืนยันว่าลูกเรือทุกคนจะได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน รวมถึงค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการปฏิบัติงานในพื้นที่ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่วันเริ่มงานจนถึงวันที่เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ โดยบริษัทจะดำเนินการโอนค่าจ้างเข้าบัญชีธนาคารของลูกเรือแต่ละราย ในสิ้นเดือนของทุกเดือนตามปกติ ในส่วนของทรัพย์สินส่วนตัวที่ลูกเรือจำเป็นต้องทิ้งไว้บนเรือ บริษัทจะดำเนินการชดเชยค่าเสียหายเต็มจำนวนให้แก่ลูกเรือแต่ละรายในระยะเวลาที่เหมาะสมทั้งนี้บริษัทได้ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะรักษาการจ้างงานของลูกเรือทุกคน และพร้อมรับลูกเรือกลับเข้ามาปฏิบัติงานทันทีเมื่อมีความพร้อมและมีความประสงค์ที่จะกลับมาปฏิบัติงานอีกครั้ง
20ลูกเรือพร้อมกลับถึงไทย16มี.ค.
ในส่วนการอำนวยความสะดวกการเดินทางกลับของลูกเรือที่ได้รับการช่วยเหลือ กระทรวงแรงงานโดยสำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี ได้ประสานกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต อย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกด้านเอกสาร เพื่อให้ลูกเรือได้รับการช่วยเหลือทั้งหมดได้เดินทางกลับประเทศไทยอย่างปลอดภัย ซึ่งขณะนี้ลูกเรือทั้ง 20 คน มีเอกสารที่จำเป็นพร้อมต่อการเดินทางโดยมีกำหนดเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม
นายสันติ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้กระทรวงแรงงานได้มีการมอบหมายให้แรงงานจังหวัดพร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่เพื่อให้กำลังใจกับครอบครัวญาติพี่น้องของลูกเรือไทยทั้ง 23 คน เพื่อเป็นการสื่อสารในการให้ความช่วยเหลือให้ครอบครัวแรงงาน รวมทั้งเรื่องการตรวจสอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ลูกเรือทั้งหมดจะต้องได้รับจากนายจ้างตามกฎหมาย ทั้งนี้กระทรวงแรงงานได้ประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กรมเจ้าท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการประสานความช่วยเหลือในสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ลูกเรือทั้ง 23 คนควรจะได้รับต่อไป
ศบก.ขอให้คนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยง
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวันโดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยว่า สถานการณ์โดยรวมในภูมิภาค ขยายวงนอกเหนือจากเป้าหมายทางทหาร โดยอิหร่านยกระดับการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การเดินเรือ และระบบไซเบอร์ ที่เกี่ยวข้องกับที่เกี่ยวข้องสหรัฐฯและอิสราเอล ในหลายประเทศของภูมิภาค ขณะที่กองทัพอิสราเอล กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ยังมีการแลกเปลี่ยนการโจมตีกันอย่างรุนแรง นอกจากนี้สถานการณ์การสู้รบในอิรัก ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ขอให้คนไทยพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด
นายปาณิดล กล่าวว่า เมื่อวันที่13 มี.ค.ที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ ว่าด้วยสถานการณ์ตะวันออกกลางซึ่งจัดขึ้นตามข้อเสนอของไทย โดยที่ประชุมเห็นพ้องว่า สถานการณ์ยังมีความตึงเครียด และเรียกร้องให้มีการยุติการใช้ความรุนแรง และกลับสู่แนวทางการทูตโดยเร็ว พร้อมย้ำถึงความสำคัญของกฎหมายหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเสรีภาพในการบินและการเดินเรือ
ประสานงานพา20คนไทยกลับบ้าน
นายปาณิดล กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ เริ่มจากกรณีเรือบรรทุกสินค้าไทยที่ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ได้ออกหนังสือเดินทางฉุกเฉิน และส่งมอบให้กับลูกเรือทั้ง 20 คน เพื่อเดินทางออกจากเมืองคาซาบ ไปยังประเทศโอมานเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป แต่เนื่องจากเส้นทางต้องผ่านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) จึงได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้เร่งรัดการออกวีซ่าผ่านแดน รวมถึงทางการโอมาน ได้ยืนยันว่าจะอำนวยความสะดวกในการผ่านแดนเพื่อขึ้นเครื่องที่กรุงมัสกัต ซึ่งลูกเรือทั้ง 20 คน มีกำหนดการเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 16 มีนาคมนี้
ติดตามช่วยเหลืออีก3คนไทยไม่ลดละ
นายปาณิดล กล่าวต่อว่า ในส่วนของการค้นหาและช่วยลูกเรืออีก 3 คนขอให้มั่นใจว่ากระทรวงการต่างประเทศและกองทัพเรือ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามปฏิบัติการการค้นหาช่วยเหลือต่อไป
นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับการช่วยเหลือคนไทยในอิหร่าน กลุ่มคนไทยชุดสุดท้าย ที่เดินทางออกจากอิหร่านจำนวน 7 คน ได้เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพแล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา
ส่วนในประเทศอิสราเอล เนื่องจากการโจมตีที่รุนแรงขึ้น สถานเอกอัครราชทูตณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ออกประกาศเตือนคนไทยในพื้นที่ภาคเหนือของอิสราเอล ให้เข้าที่หลบภัยภายใน 1 นาที หากได้ยินเสียงไซเรน และขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังบริเวณชายแดนทางตอนเหนือของอิสราเอล
นายปาณิดล กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบครั้งนี้ขึ้นคนไทยได้รับความช่วยเหลือจากภูมิภาคตะวันออกกลาง รวม 591 คน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไทยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ให้ออกจากพื้นที่อันตรายด้วยความปลอดภัย