เริ่มแล้ว!ประชุมสภาฯนัดแรก โสภณ ชิงดำ พริษฐ์ ศึกเก้าอี้ประธานสภาฯ (ประมวลภาพ)

เริ่มแล้ว!ประชุมสภาฯนัดแรก โสภณ ชิงดำ พริษฐ์ ศึกเก้าอี้ประธานสภาฯ (ประมวลภาพ)

เริ่มแล้ว!ประชุมสภาฯนัดแรก โสภณ ชิงดำ พริษฐ์ ศึกเก้าอี้ประธานสภาฯ (ประมวลภาพ)

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.19 น.

15 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.28 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) นัดแรก ที่มีนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกอาวุโสสูงสุด อายุ90ปี ทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราวของที่ประชุม ทั้งนี้การเปิดประชุมนัดแรกเป็นไปอย่างล่าช้ากว่าเวลาที่นัดหมาย เกือบครึ่งชั่วโมง เนื่องจากรอความพร้อมของสมาชิก ทั้งนี้ เมื่อเปิดประชุมมา นายศิโรจน์ แพทย์พันธ์ุ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อ่านข้อบังคับการประชุมให้นายไพโรจน์ ที่มีอาวุโวสูงสุด ขึ้นมาทำหน้าที่ประธานฯชั่วคราว จากนั้นประธานฯ ได้แจ้งต่อที่ประชุมให้ สส.ทั้ง498 คน ที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และผ่านการรายงานตัวต่อสภาฯ ปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามมาตรา 115 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พร้อมกล่าวนำปฏิญาณตน

จากนั้นได้เข้าสู่ระเบียบวาระการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยประธานฯได้แจ้งต่อที่ประชุมถึงขั้นตอนการโหวตเลือกประธานสภาฯตามข้อบังคับการประชุมฯ ที่ผู้ได้รับการเสนอชื่อจะต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ และเมื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อแสดงวิสัยทัศน์เสร็จสิ้นจะมีการลงมติต่อไป ทั้งนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนลุกขึ้นเสนอชื่อ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ โดยมีผู้รับรองถูกต้อง ขณะที่ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอชื่อ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ มีผู้รับรองถูกต้องเช่นกัน

จากนั้น นายโสภณ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ตนต้องขอบพระคุณพรรคภูมิใจไทย สมาชิกพรรคภูมิใจไทยและสมาชิกที่ได้เสนอชื่อตนในการเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ตนอยู่ในสภานิติบัญญัติตนได้เห็นการทำงานตั้งแต่รุ่นสภารุ่นก่อน ตั้งแต่ยกชาร์จในการทำงานเพื่ออภิปรายให้ข้อมูล จนมาถึงยุคปัจจุบันใช้เอไอ ในการทำงาน ฉะนั้นจากประสบการณ์ที่เห็นก็มีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย ตนหวังว่าในสภาชุดนี้จะได้ล้อมรวมเอาประสบการณ์ดีดีในอดีตและความรู้ทันสมัยในสมัยใหม่มาใช้ในการทำงานสภาให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อพี่น้องประชาชน

นายโสภณ กล่าวต่อว่า เราได้ขันอาสาพี่น้องประชาชนมาทำงานเพื่อพัฒนาแก้ปัญหาประเทศนี้โดยอำนาจหน้าที่ของประธานสภาและอำนาจหน้าที่ของสถาบันนิติบัญญัติก็คือสภาผู้แทนแห่งนี้มี 3 ประการ1.นำเรื่องที่พี่น้องประชาชนทุกข์ร้อนมาบอกกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษาหารือ การตั้งกระทู้ หรือตั้งญัตติตนอยากเห็นสภานี้ได้ใช้กลไกนี้นำเรื่องทุกข์ร้อนมาบอกกล่าวเพื่อให้ฝ่ายบริหารไปปฏิบัติอย่างเป็นรูป 2.การตรวจสอบระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารอยากเห็นฝ่ายตรวจสอบที่มีคุณภาพและมีความสมดุลย์เป็นเหตุเป็นผลในการทำงานทั้งสองฝ่ายเพื่อพี่น้องประชาชน 3.การบัญญัติกฎหมาย ออกกฏหมาย เราทราบดีว่าขณะนี้สถานการณ์ของโลกอยู่ท่ามกลางวิกฤต ทั้งวิกฤตของการค้าเศรษฐกิจสังคมการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของโลก รวมถึงวิกฤตความขัดแย้งจนนำไปสู่สงคราม ตนอยากเห็นสภาแห่งนี้เป็นหลักฟันฝ่าวิกฤตเหล่านี้ไปเคียงคู่กับรัฐบาล คือใช้กฎหมายใช้นิติบัญญัติในการฝ่าวิกฤต 

“ในอดีตเราได้เห็นการเสนอกฎหมายส่วนใหญ่จะเป็นกฎหมายจากรัฐบาลครั้งนี้ ผมอยากเห็นเสนอกฎหมายที่ออกจากสภาแห่งนี้ให้สภาแห่งนี้เสนอกฎหมายต่างๆ ที่เป็นเครื่องมือสำหรับให้ฝ่ายบริหารไปทำงาน เราได้มีกฎหมายที่ล้าสมัยเป็นจำนวนมากทางไม่สามารถบังคับใช้ได้ทั้งไม่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ผมหวังว่าในสภาชุดนี้ในเรื่องนิติบัญญัติจะต้องสังคยานา กฎหมายเหล่านั้น กฎหมายที่ทันสมัยและเป็นอุปสรรคต่อพี่น้องประชาชนมาสังคายนาปรับปรุงยกเลิกให้เร็วที่สุด ส่วนกฎหมายกฎหมายใหม่ที่จะมานำเสนอเพื่อเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารได้ไปทำงานเป็นกฎหมายที่ต้องทันสมัยเป็นกฎหมายที่ทันกับเหตุการณ์การพัฒนาการของโลกและวิวัฒนาการของประเทศปัญหาของประเทศให้ทัน ไม่ไม่ว่าจะเป็นการค้าต่างประเทศหรือสังคมจะต้องใช้กฎหมายที่ทันสมัยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวต่อว่า ในอดีตเราเห็นการเสนอกฎหมายใช้เวลา สมัยประชุมหรือแม้แต่สมัยสภาผู้แทนราษฎรยังไม่สามารถออกกฏหมายได้ ฉะนั้นในความเห็นของตน คิดว่าประชาชนไม่พึงปรารถนา ที่จะให้สภานี้ใช้วาทกรรม เอาชนะกันโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้รับ ตนคิดว่าประชาชนอยากเห็นการบัญญัติกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือที่จะให้รัฐบาลไปทำอย่างเป็นรูปธรรม ฉะนั้นหวังอย่างยิ่งว่าสมาชิกในสภาแห่งนี้จะได้ร่วมแรงร่วมใจกันในการทำงานในการเสนอกฎหมาย

“สภาแห่งนี้เป็นสภาที่พึ่งที่หวังของประชาชนเป็นต้นแบบถ้าเราไม่สามารถที่จะทำสภาแห่งนี้เพื่อสร้างความศรัทธาเพื่อเป็นเกียรติเป็นศรีให้ ให้เป็นสภาที่สง่างามเราก็ยากที่จะทำให้คำว่าประชาธิปไตย เกิดขึ้นในประชาธิปไตยที่เราต้องการในการที่เราจะนำพาไปพัฒนาประเทศ ในส่วนของตนในฐานะ ที่ได้รับเสนอชื่อ ตนก็ภาวนาที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรมซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องประชาชน จรรโลงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” นายโสภณ กล่าว

ขณะที่ นายพริษฐ์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ตอนหนึ่งว่า ตนเข้าใจดีว่าการเสนอชื่อตนในวันนี้ เป็นการเสนอชื่อที่ไม่ได้คาดหวังให้เป็นผู้ได้รับเลือกเข้าไปให้ทําหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะตั้งแต่ผลการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา พวกเราพรรคประชาชนชัดเจนมาโดยตลอด ว่าเราเคารพสิทธิของพรรคอันดับหนึ่ง ในการเดินหน้าเป็นแกนนําจัดตั้งรัฐบาล และวันนี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป ว่าได้รวบรวมเสียงครบเพียงพอแล้ว และคงถูกพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย ในการเลือกประธานสภา แต่ในฐานะแกนนําพรรคฝ่ายค้าน พรรคประชาชนเรามองว่า บทบาทของเราไม่ได้จํากัดอยู่เพียงแค่การตรวจสอบรัฐบาล และการผลักดันกฎหมายในสภาเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบทบาทของการแสดงวิสัยทัศน์ และทิศทางที่เราเห็นว่าประเทศนั้น ควรจะเดินไป เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้รัฐบาลได้รับไว้พิจารณา และเพื่อให้เป็นทางเลือกให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจในอนาคต

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ภารกิจที่สําคัญที่สุดของประธานสภาฯในเวลานี้ คือการกอบกู้ความไว้วางใจ ที่พี่น้องประชาชนมีต่อนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร แม้สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นองค์กรเดียวในระดับชาติที่มาจากการเลือกของประชาชน แต่หลายครั้งสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็กลับทําลายศรัทธาของประชาชนไปมากเช่นกัน หากถามว่า แล้วประธานสภาจะสามารถทําอะไรได้ในเรื่องนี้ ข้อบังคับการประชุมสภา ที่ 9(1) บัญญัติว่าประธานสภาต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นกลางระหว่างพรรคการเมืองทุกพรรค ระหว่างสมาชิกทุกคน ใครหรือพรรคไหนทําผิดข้อบังคับประธานสภาก็ต้องตักเตือน หรือใครเสนอญัตติ กฎหมายอะไร ประธานสภาก็ต้องปฏิบัติด้วยมาตรฐานเดียวกัน

นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากอยากให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นองค์กรที่พี่น้องประชาชนฝากความหวังไว้ได้ มี 4 เรื่องสำคัญ ที่ตนเองมองว่า 1.ประธานสภาคนต่อไปจะต้องไม่วางตัวเป็นกลาง ระหว่างการหยุดอยู่กับที่และการเดินไปข้างหน้า อยากเห็นสภาของเราใช้ประโยชน์มากกว่านี้ จากเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อยกระดับประสิทธิภาพงานฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น การจัดทําระบบฐานข้อมูล ที่รวบรวมคําอภิปรายของ สส.ทั้งในห้องประชุมใหญ่และในห้องประชุมกรรมาธิการ และการเพิ่มความเป็นไปได้ของการประชุมออนไลน์ เพื่อให้สภาสามารถตอบสนองวิกฤตของประชาชนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยไม่ต้องรอวาระการประชุมปกติ 2.ต้องไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างการปกปิดและความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าผู้แทนที่เขาเลือกเข้าไปทํางานและจ่ายเงินเดือนให้นั้น ทํางานคุ้มค่ากับภาษีหรือไม่ เช่นการจัดทําและเผยแพร่แดชบอร์ด เพื่อให้ประชาชนเข้ามาติดตามได้ทันที และการสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดสดประชุมคณะกรรมาธิการเช่นเดียวกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า 3.ต้องไม่วางตัวเป็นกลาง ระหว่างการเผาผลาญ กับการปกป้องภาษีของประชาชน ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน สิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็น คือการเห็นผู้แทนที่เขาเลือกเข้าไปใช้ภาษีอย่างฟุ่มเฟือย แต่ประธานสภาผู้ควรเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่นํามาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง และสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือ สภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ลงทุนกับการตกแต่งสภามากกว่าการแก้ไขปัญหาของประชาชน ดังนั้น หวังว่าประธานสภาคนต่อไป จะลุกขึ้นมาเป็นหัวหอกสําคัญปรับหรือตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จําเป็น เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แม้จะต้องขัดกับสมาชิกในที่นี้ 4.จะต้องไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างอํานาจของใครไม่กี่คนกับอํานาจของประชาชน สภาฯชุดไหนที่ไม่ปกป้องอํานาจของประชาชน ความเหมือนกับสภาที่ไม่ปกป้องเหตุผลในการมีอยู่ขององค์กรตนเอง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันที่ประชาธิปไตยของเราถูกบีบให้อ่อนแอ อํานาจของประชาชนมีความอ่อนล้า เสียงของประชาชนถูกบีบให้เบาลง ตนเองหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประธานสภาคนถัดไปจะถือธงนํา ในการปกป้องเจตนารมณ์ของประชาชนทุกคน ไม่ให้ถูกขัดขวาง ถูกบิดเบือน โดยอํานาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน และต้องทําทุกวิถีทางเพื่อให้การได้มาขององค์กรอิสระ เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มการเมือง แต่ไม่เป็นอิสระจากพี่น้องประชาชน ในฐานะตัวแทนจาก สส. 500 คนที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นประธานสภาจะต้อง มีบทบาทสําคัญในการรวมพลังทุกพรรค และสมาชิกทุกคน เพื่อมาตรวจสอบการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อทําให้สังคมเชื่อมั่นและมั่นใจว่า การเลือกตั้งครั้งถัดไปจะเสรี เป็นธรรม และโปร่งใส

“นอกจากนี้ ประธานสภาฯคนถัดไปยังต้องทําให้การเดินหน้าจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างมั่นคง รวดเร็ว เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน ทุกชุดความคิด เพื่อตอบสนองความต้องการ ที่ได้แสดงออกผ่านการทําประชามติ คําถามที่สําคัญที่สุดในวันนี้ อาจไม่ใช่คําถามว่า ใครเป็นประธานสภา แต่คือคําถามที่ว่า 4 ปีข้างหน้านี้ สภาฯ แห่งนี้จะยืนอยู่ข้างใคร ระหว่างประชาชนผู้ทรงอํานาจสูงสุดในประเทศ กับกลุ่มอํานาจไม่กี่กลุ่ม ที่อาจมีความพยายามในการครอบงําผู้แทนราษฎร” นายพริษฐ์ กล่าว

– 006

Leave a comment