
โหวตประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ‘โสภณ’ปธ.สภา
วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
โหวตประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ‘โสภณ’ปธ.สภา ‘มัลลิกา-เลิศศักดิ์‘นั่งรอง หนูยึดจริยธรรมตั้งรมต.
สภาโหวต ‘โสภณ ซารัมย์’ จากบุรีรัมย์ภูมิใจไทย นั่งประธานสภาฯคนใหม่ เสียงหนุน289 เสียงทิ้งห่างพริษฐ์’ ได้แค่ 123เสียง ส่วน‘มัลลิกา-เลิศศักดิ์‘นั่ง รอง1-2 ไร้คู่แข่ง“อนุทิน”วางไทม์ไลน์นัดพรรคร่วม คุยโคว้ากระทรวงหลังนั่งนายกฯ สมบูรณ์ เข้มจริยธรรม ยึดมาตรฐานตามศาล รธน.กำชับทุกพรรคสกรีนคุณสมบัติ ชี้ถ้ามีปัญหาบอกหน.พรรคเปลี่ยนตัว เผยยังไม่ได้คุยกับ”ธรรมนัส”เหตุไม่เจอหน้า
เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2569 เมื่อเวลา 09.28 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) นัดแรกที่มีนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกอาวุโสสูงสุด อายุ 90 ปี ทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราวของที่ประชุม
เมื่อเปิดประชุมมา นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อ่านข้อบังคับการประชุมให้นายไพโรจน์ ที่มีอาวุโสสูงสุด ขึ้นมาทำหน้าที่ประธานฯชั่วคราว จากนั้นประธานฯ ได้แจ้งต่อที่ประชุมให้สส.ทั้ง 498 คน ที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และผ่านการรายงานตัวต่อสภาฯ ปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามมาตรา 115 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พร้อมกล่าวนำปฏิญาณตน
เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม
จากนั้นได้เข้าสู่ระเบียบวาระการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยประธานฯได้แจ้งต่อที่ประชุมถึงขั้นตอนการโหวตเลือกประธานสภาฯตามข้อบังคับการประชุมฯ ที่ผู้ได้รับการเสนอชื่อจะต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ และเมื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อแสดงวิสัยทัศน์เสร็จสิ้นจะมีการลงมติต่อไป ทั้งนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนลุกขึ้นเสนอชื่อนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ โดยมีผู้รับรองถูกต้อง ขณะที่นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอชื่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ มีผู้รับรองถูกต้องเช่นกัน
‘โสภณ’พร้อมนั่งปธ.สภา
จากนั้นนายโสภณ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ตนต้องขอบพระคุณพรรคภูมิใจไทย สมาชิกพรรคภูมิใจไทยและสมาชิกที่ได้เสนอชื่อตนในการเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ตนอยู่ในสภานิติบัญญัติตนได้เห็นการทำงานตั้งแต่รุ่นสภารุ่นก่อน ตั้งแต่ยกชาร์จในการทำงานเพื่ออภิปรายให้ข้อมูล จนมาถึงยุคปัจจุบันใช้เอไอ ในการทำงาน ฉะนั้นจากประสบการณ์ที่เห็นก็มีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย ตนหวังว่าในสภาชุดนี้จะได้ล้อมรวมเอาประสบการณ์ดีดีในอดีตและความรู้ทันสมัยในสมัยใหม่มาใช้ในการทำงานสภาให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อพี่น้องประชาชน
นายโสภณ กล่าวต่อว่า เราได้ขันอาสาพี่น้องประชาชนมาทำงานเพื่อพัฒนาแก้ปัญหาประเทศนี้โดยอำนาจหน้าที่ของประธานสภาและอำนาจหน้าที่ของสถาบันนิติบัญญัติก็คือสภาผู้แทนฯแห่งนี้มี 3 ประการ 1.นำเรื่องที่พี่น้องประชาชนทุกข์ร้อนมาบอกกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษาหารือ การตั้งกระทู้ หรือตั้งญัตติตนอยากเห็นสภานี้ได้ใช้กลไกนี้นำเรื่องทุกข์ร้อนมาบอกกล่าวเพื่อให้ฝ่ายบริหารไปปฏิบัติอย่างเป็นรูป 2.การตรวจสอบระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารอยากเห็นฝ่ายตรวจสอบที่มีคุณภาพและมีความสมดุลเป็นเหตุเป็นผลในการทำงานทั้งสองฝ่ายเพื่อพี่น้องประชาชน 3.การบัญญัติกฎหมาย ออกกฎหมาย เราทราบดีว่าขณะนี้สถานการณ์ของโลกอยู่ท่ามกลางวิกฤต ทั้งวิกฤตของการค้าเศรษฐกิจสังคมการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของโลก รวมถึงวิกฤตความขัดแย้งจนนำไปสู่สงครามตนอยากเห็นสภาแห่งนี้เป็นหลักฟันฝ่าวิกฤตเหล่านี้ไปเคียงคู่กับรัฐบาล คือใช้กฎหมายใช้นิติบัญญัติในการฝ่าวิกฤต
ปรับปรุงก.ม.ให้มีประสิทธิภาพ
“ในอดีตเราได้เห็นการเสนอกฎหมายส่วนใหญ่จะเป็นกฎหมายจากรัฐบาลครั้งนี้ ผมอยากเห็นเสนอกฎหมายที่ออกจากสภาแห่งนี้ให้สภาแห่งนี้เสนอกฎหมายต่างๆ ที่เป็นเครื่องมือสำหรับให้ฝ่ายบริหารไปทำงาน เราได้มีกฎหมายที่ล้าสมัยเป็นจำนวนมากทั้งไม่สามารถบังคับใช้ได้ทั้งไม่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ผมหวังว่าในสภาชุดนี้ในเรื่องนิติบัญญัติจะต้องสังคายนา กฎหมายเหล่านั้น กฎหมายที่ทันสมัยและเป็นอุปสรรคต่อพี่น้องประชาชนมาสังคายนาปรับปรุงยกเลิกให้เร็วที่สุด ส่วนกฎหมายกฎหมายใหม่ที่จะมานำเสนอเพื่อเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารได้ไปทำงานเป็นกฎหมายที่ต้องทันสมัยเป็นกฎหมายที่ทันกับเหตุการณ์การพัฒนาการของโลกและวิวัฒนาการของประเทศปัญหาของประเทศให้ทัน ไม่่ว่าจะเป็นการค้าต่างประเทศหรือสังคมจะต้องใช้กฎหมายที่ทันสมัยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”
นายโสภณ กล่าว
นายโสภณ กล่าวต่อว่า ในอดีตเราเห็นการเสนอกฎหมายใช้เวลา สมัยประชุมหรือแม้แต่สมัยสภาผู้แทนราษฎรยังไม่สามารถออกกฎหมายได้ ฉะนั้นในความเห็นของตน คิดว่าประชาชนไม่พึง
ปรารถนา ที่จะให้สภานี้ใช้วาทกรรม เอาชนะกันโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้รับ ตนคิดว่าประชาชนอยากเห็นการบัญญัติกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือที่จะให้รัฐบาลไปทำอย่างเป็นรูปธรรม ฉะนั้นหวังอย่างยิ่งว่าสมาชิกในสภาแห่งนี้จะได้ร่วมแรงร่วมใจกันในการทำงานในการเสนอกฎหมาย
“สภาแห่งนี้เป็นสภาที่พึ่งที่หวังของประชาชนเป็นต้นแบบถ้าเราไม่สามารถที่จะทำสภาแห่งนี้เพื่อสร้างความศรัทธาเพื่อเป็นเกียรติเป็นศรีให้ ให้เป็นสภาที่สง่างามเราก็ยากที่จะทำให้คำว่าประชาธิปไตย เกิดขึ้นในประชาธิปไตยที่เราต้องการในการที่เราจะนำพาไปพัฒนาประเทศ ในส่วนของตนในฐานะ ที่ได้รับเสนอชื่อ ตนก็ภาวนาที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรมซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องประชาชน จรรโลงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข“ นายโสภณ กล่าว
‘พริษฐ์’ไม่คาดหวังจะชนะ
ขณะที่นายพริษฐ์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ตอนหนึ่งว่า ตนเข้าใจดีว่าการเสนอชื่อตนในวันนี้ เป็นการเสนอชื่อที่ไม่ได้คาดหวังให้เป็นผู้ได้รับเลือกเข้าไปให้ทําหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะตั้งแต่ผลการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา พวกเราพรรคประชาชนชัดเจนมาโดยตลอด ว่าเราเคารพสิทธิของพรรคอันดับหนึ่ง ในการเดินหน้าเป็นแกนนําจัดตั้งรัฐบาล และวันนี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป ว่าได้รวบรวมเสียงครบเพียงพอแล้ว และคงถูกพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย ในการเลือกประธานสภา แต่ในฐานะแกนนําพรรคฝ่ายค้าน พรรคประชาชนเรามองว่า บทบาทของเราไม่ได้จํากัดอยู่เพียงแค่การตรวจสอบรัฐบาล และการผลักดันกฎหมายในสภาเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบทบาทของการแสดงวิสัยทัศน์ และทิศทางที่เราเห็นว่าประเทศนั้น ควรจะเดินไป เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้รัฐบาลได้รับไว้พิจารณา และเพื่อให้เป็นทางเลือกให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจในอนาคต
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ภารกิจที่สําคัญที่สุดของประธานสภาฯในเวลานี้คือ การกอบกู้ความไว้วางใจ ที่พี่น้องประชาชนมีต่อนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร แม้สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นองค์กรเดียวในระดับชาติที่มาจากการเลือกของประชาชน แต่หลายครั้งสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็กลับทําลายศรัทธาของประชาชนไปมากเช่นกัน หากถามว่า แล้วประธานสภาจะสามารถทําอะไรได้ในเรื่องนี้ ข้อบังคับการประชุมสภา ที่ 9 (1) บัญญัติว่าประธานสภาต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นกลางระหว่างพรรคการเมืองทุกพรรค ระหว่างสมาชิกทุกคน ใครหรือพรรคไหนทําผิดข้อบังคับประธานสภาก็ต้องตักเตือน หรือใครเสนอญัตติ กฎหมายอะไร ประธานสภาก็ต้องปฏิบัติด้วยมาตรฐานเดียวกัน
ย้ำประธานสภาต้องเป็นกลาง
นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากอยากให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นองค์กรที่พี่น้องประชาชนฝากความหวังไว้ได้ มี 4 เรื่องสำคัญ ที่ตนเองมองว่า 1.ประธานสภาคนต่อไปจะต้องไม่วางตัวเป็นกลาง
ระหว่างการหยุดอยู่กับที่และการเดินไปข้างหน้า อยากเห็นสภาของเราใช้ประโยชน์มากกว่านี้ จากเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อยกระดับประสิทธิภาพงานฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น การจัดทําระบบฐานข้อมูล ที่รวบรวมคําอภิปรายของ สส. ทั้งในห้องประชุมใหญ่และในห้องประชุมกรรมาธิการ และการเพิ่มความเป็นไปได้ของการประชุมออนไลน์ เพื่อให้สภาสามารถตอบสนองวิกฤตของประชาชนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยไม่ต้องรอวาระการประชุมปกติ 2.ต้องไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างการปกปิดและความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าผู้แทนที่เขาเลือกเข้าไปทํางานและจ่ายเงินเดือนให้นั้น ทํางานคุ้มค่ากับภาษีหรือไม่ เช่นการจัดทําและเผยแพร่แดชบอร์ด เพื่อให้ประชาชนเข้ามาติดตามได้ทันที และการสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดสดประชุมคณะกรรมาธิการเช่นเดียวกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า 3.ต้องไม่วางตัวเป็นกลาง ระหว่างการเผาผลาญ กับการปกป้องภาษีของประชาชน ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน สิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็น คือการเห็นผู้แทนที่เขาเลือกเข้าไปใช้ภาษีอย่างฟุ่มเฟือย แต่ประธานสภาผู้ควรเป็นแบบอย่างที่ดีไม่นํามาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง และสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือ สภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ลงทุนกับการตกแต่งสภามากกว่าการแก้ไขปัญหาของประชาชน ดังนั้น หวังว่าประธานสภาคนต่อไป จะลุกขึ้นมาเป็นหัวหอกสําคัญปรับหรือตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จําเป็น เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แม้จะต้องขัดกับสมาชิกในที่นี้ 4.จะต้องไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างอํานาจของใครไม่กี่คนกับอํานาจของประชาชน สภาฯชุดไหนที่ไม่ปกป้องอํานาจของประชาชน ความเหมือนกับสภาที่ไม่ปกป้องเหตุผลในการมีอยู่ขององค์กรตนเอง
‘โสภณ’ลอยลำนั่งปธ.สภา
ต่อมาเป็นการลงคะแนนลับในคูหาตั้งแต่เวลาประมาณ 10.40 น. ทั้งนี้ หลังจากที่ใช้เวลาลงคะแนนลับในคูหานานกว่า 1 ชั่วโมง และใช้เวลาตรวจนับคะแนน อีกประมาณ 40 นาที จนถึงเวลา 12.50 น. ผลปรากฏว่า นายโสภณ ได้รับเลือก ด้วยคะแนน 289 เสียง ขณะที่นายพริษฐ์ ได้รับคะแนน 123 เสียง งดออกเสียงจำนวน 80 เสียง บัตรเสีย 5 ใบ จากสส.ที่เข้าร่วมประชุม 497 คน (ประธานชั่วคราวของที่ประชุมไม่ลงคะแนน)
‘มัลลิกา’นั่งรอง1ไร้คู่แข่ง
เวลา 13.05 น. พิจารณาวาระเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมติของที่ประชุมกำหนดให้มีรองประธานสภาฯ จำนวน 2 คน โดยนายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ลุกขึ้นเสนอชื่อน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง โดยไม่มีผู้เสนอชื่อแข่ง น.ส.มัลลิกา กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า วันนี้ได้รับเกียรติจากทุกๆ ท่าน ให้ความไว้วางใจและต้องขอขอบคุณสมาชิกพรรคภูมิใจไทยทุกท่าน ที่ให้โอกาสและขอบคุณสมาชิกทุกพรรค ที่มอบความไว้วางใจให้ในวันนี้ อยากบอกกับทุกท่านว่าขอให้เชื่อใจ และมั่นใจว่าจะทำหน้าที่ ให้ดีที่สุด ในการประชุมก็จะเป็นกลาง เสมอภาคเที่ยงธรรมให้โอกาสพี่น้องทุกท่าน เพื่อรับฟังความคิดเห็นของพวกเราโดยที่ทุกท่านนั้นที่เข้ามาก็ถือว่า มีความตั้งใจที่จะทำงานช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ฉะนั้นกลไกของสภาก็ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญในการที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน
น.ส.มัลลิกา กล่าวต่อว่า สิ่งหนึ่งที่อยากจะทำคือการแก้ไขกฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศหลายท่านทราบว่าเวลาเราทำงานหลายเรื่องจะติดระเบียบ ดังนั้น จึงขอความร่วมมือกับเพื่อนสมาชิกว่า ให้ช่วยกันผลักดันกฎหมายร่างต่างๆญัตติต่างๆ ให้ผ่านมาโดยราบรื่น ให้การประชุมของพวกเรานั้นมีบรรยากาศที่มีความสร้างสรรค์มีสาระ
“อยากขอความร่วมมือทุกท่านว่าเอาเนื้อๆ ไม่เอาน้ำ จะได้เดินไปด้วยกันและต้องขออนุญาตเพื่อนๆ ด้วยว่าในการประชุมจะขอใช้ข้อบังคับระเบียบอย่างเคร่งครัดและจะบริหารเวลาในการพิจารณากฎหมายหรือญัตติต่างๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” น.ส.มัลลิกา กล่าว
‘เลิศศักดิ์’นั่งรอง 2
จากนั้นเป็นการเลือกรองประธานสภาฯ คนที่ 2 โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาฯ คนที่สอง โดยไม่มีการเสนอชื่อแข่ง
นายเลิศศักดิ์กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ตนขอให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสทุกขั้นตอน ตรวจสอบได้ทุกกระบวนการ ยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมสภาฯ อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ตนอยากเห็นการบริหารการประชุมมีประสิทธิภาพเพื่อให้การตรากฎหมายและตรวจสอบราบรื่นมีประโยชน์ต่อประชาชน ส่งเสริม สนับสนุน อำนวยความสะดวกให้สภา ใช้กลไกที่มีอยู่ของสภาฯ ทั้ง การหารือ ปัญหาของประชาชนการตั้งกระทู้ถาม ให้กลไกแก้ปัญหาให้ประชาชน ที่อยู่ในพื้นที่แท้จริง และอยากเห็นสภาฯ เป็นสภาของประชาชนให้ประชาชนเข้าถึงทุกกระบวนการของสภาฯ รวมถึงใช้พื้นที่สภาฯ เป็นแหล่งเรียนรู้
จากนั้นนายไพโรจน์ กล่าวขอบคุณสส.ที่มาประชุม ส่วนการนัดประชุมครั้งถัดไปจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง จากนั้นได้สั่งปิดประชุมเวลา 13.13 น.
เปิดประวัติโสภณ ซารัมย์
สำหรับ นายโสภณ ซารัมย์ เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2502 ปัจจุบันอายุ 67 ปี พื้นเพเป็นชาวลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ โดยกำเนิด บิดาคือนายสนั่น ซารัมย์ มีอาชีพเป็นกำนัน มีพี่ชาย 1 คน
คือนายสมบูรณ์ ซารัมย์ สส.เขต 3 บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย สมรสกับนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำปลายมาศ มีบุตรด้วยกัน 3 คน นายโสภณ เรียบจบครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษาจากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางทางการเมือง นายโสภณ รับราชการครูมาก่อน ต่อมาเมื่อปี 2544 เริ่มเข้าเส้นทางการเมือง ลงสมัคร สส.บุรีรัมย์ ในนามพรรคชาติไทย และประสบความสำเร็จได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาในปี 2548 ได้ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และยังคงได้รับการเลือกตั้ง สส.ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชน เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค แต่พรรคพลังประชาชน ก็ถูกตัดสินยุบพรรคอีกครั้ง
สายตรงจากบุรีรัมย์
ทั้งนี้นายโสภณ เรียกได้ว่าสายตรงบุรีรัมย์ เป็นคนใกล้ชิด นายเนวิน ชิดชอบ เมื่อย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ที่แยกจากพรรคพลังประชาชน มารวมกับ สส. จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย เพื่อสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี
ส่วนตำแหน่งทางการเมือง นายโสภณ เคยได้รับการแต่งตั้งเป็น รมช.คมนาคม ในรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และในการร่วมรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับตำแหน่ง รมว.คมนาคม และได้ฉายา “ซาเล้ง” ซึ่งมาจากขณะดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคมอยู่นั้น เป็นช่วงที่รถไฟยุติการวิ่งในภาคใต้ แต่นายโสภณกลับมีปฏิกิริยาที่นิ่งเฉย และตอบว่าไม่ตรง
ความสามารถของตน แต่หากเป็นเรื่องซาเล้ง ผมจะจัดการปัญหาได้ดีกว่า นอกจากยังเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการคมนาคมในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานคณะกรรมาธิการศึกษาธิการ และสมัยครม.อนุทิน 1 ถูกเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีทั้งนี้นายโสภณ ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.บุรีรัมย์ มาแล้ว 7 สมัย รวมทั้งในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา
รอขั้นตอนโหวตนายกฯ
วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ในส่วนของการโหวตนายกรัฐมนตรี จะเร็วหรือช้า อยู่ที่ขั้นตอนการทำเอกสารนำรายชื่อประธานสภาฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ประธานสภาฯ ลงมาเมื่อไหร่ ประธานสภาฯ รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ก็จะมีการเรียกประชุมสภา เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีไม่น่าจะช้า ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า วันที่ 19 มีนาคม จะมีการโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ทราบ กำหนดแบบนั้นไม่ได้ ทุกตำแหน่งต้องมีการโปรดเกล้าฯ ทั้งหมด เมื่อถึงวันที่นายกฯได้รับเลือก ให้เป็นนายกรัฐมนตรี การเสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรี พร้อมทันทีใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เอาไว้ให้มีวันนั้นก่อน ขณะนี้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน
ตั้งรมต.ยึดแนวทางศาลรธน.
ส่วนขั้นตอนการแจ้งโควตา ครม. กับพรรคร่วมรัฐบาล มีการจัดทำเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน เผยว่า คงต้องหารือกันหลังจากเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ตอนนี้ยังมีเวลาอยู่ เพราะหลังจากนั้นจะมีการโปรดเกล้าฯ นายกรัฐมนตรี พรรคร่วมรัฐบาลถึงจะนำรายชื่อส่งมาให้กับตน ซึ่งเราก็ต้องส่งไปให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีตรวจสอบคุณสมบัติอีก
เมื่อถามว่า คุณสมบัติรัฐมนตรีจะต้องมีการตรวจสอบเข้มข้นกว่าทุกครั้งใช่หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องของจริยธรรม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้อยู่แล้ว และหวังว่ารายชื่อต่างๆ ทุกพรรคการเมืองจะมีการกลั่นกรอง ไม่ใช่เฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล แต่พรรคภูมิใจไทยก็ต้องมีการตรวจสอบเข้มข้นเช่นกัน ซึ่งข้อบังคับแต่ละพรรคที่ตนไปอ่าน ก็ต้องเอาเข้าที่ประชุมกรรมการบริหาร ดังนั้นทุกคนต้องระมัดระวัง โดยรายชื่อที่ส่งมาต้องให้เกียรติในการที่จะทำงานร่วมกัน วิธีการทำงานของตน ตนต้องให้เกียรติพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค เราก็มีมาตรฐานในการพิจารณา สมมุติรายชื่อที่ส่งมามีปัญหาจริงๆ ตนก็ยังมีช่องทางไปหารือกับหัวหน้าพรรคว่าอาจให้พิจารณาปรับได้หรือไม่ ทุกคนรู้โจทย์เท่ากันหมด ว่าจะต้องเสนอชื่อที่ไม่มีปัญหา เที่ยวนี้ชัดเจนกว่าครั้งที่ผ่านมา ครั้งที่ผ่านมายังต้อง Verb to เดา ขณะนี้ชัดเจนเพราะมีการเขียนบัญญัติไว้ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดเป็นคุณสมบัติ
เพื่อนกันไม่มีวันหมดอายุ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจใช่หรือไม่ว่ารายชื่อ ครม. จะเป็นที่ถูกใจประชาชนและไม่ถูกครหา เพราะประชาชนคาดหวังกับนายกรัฐมนตรีมาก ด้วยความที่ได้รับเลือก สส. มาจำนวนมาก นายกรัฐมนตรีเผยว่า ก็คงจะเป็นอย่างนั้น ยิ่งทำให้ตนค้านความต้องการของประชาชนไม่ได้ ถึงต้องมีขั้นตอนเยอะ “ยึดหลักจริยธรรมในการแต่งตั้ง ครม.” เมื่อถามว่า วันนี้ได้เจอหน้า ร้อยเอก
ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เป็นวันแรกในการประชุมสภาฯ ครั้งแรก ได้พูดคุยกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้อยู่ในสภาได้คุยกับหลายคน แต่ยังไม่เจอร้อยเอก
ธรรมนัส เพราะคนเยอะ แต่ก็ได้เจอกับพี่น้อง สส.พรรคกล้าธรรม หลายคน อาทิ นายอัครา พรหมเผ่า สส.พะเยา น้องชายร้อยเอกธรรมนัส พร้อมยืนยันว่าความเป็นเพื่อนยังมีอยู่ เมื่อถามว่า ได้พูดคุยอะไรกับนายอัคราบ้าง นายอนุทิน เผยว่า ตนได้แสดงความ ยินดีในการที่ได้เข้ามาเป็น สส. เมื่อถามย้ำว่า จะมีโอกาสคุยกับ ร้อยเอกธรรมนัส ในฐานะความเป็นเพื่อน มีการรับประทานอาหารกันหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เพื่อนกันไม่มีวันหมดอายุ”