สว.สำรอง จี้ 7 กกต. กล้าตัดสินคดีฮั้วสว. ยึดตามสำนวนชุดสืบฯ 26 อย่ารีบฟอกขาว 13 นักการเมือง

สว.สำรอง จี้ 7 กกต. กล้าตัดสินคดีฮั้วสว. ยึดตามสำนวนชุดสืบฯ 26 อย่ารีบฟอกขาว 13 นักการเมือง

สว.สำรอง จี้ 7 กกต. กล้าตัดสินคดีฮั้วสว. ยึดตามสำนวนชุดสืบฯ 26 อย่ารีบฟอกขาว 13 นักการเมือง

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

สว.สำรอง จี้ 7 กกต.กล้าหาญ ยึดหลักฐานตัดสินคดีฮั้ว สว. ตามสำนวนชุดสืบฯ 26 หวั่นลู่ลมเป่าคดีตามอนุฯ ชุดที่ 36 ส่อเร่งรีบฟอกขาว 13 นักการเมือง ก่อนรับตำแหน่ง ครม.ใหม่ 

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะ สว. สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ยื่นหนังสือถึง กกต.เรียกร้องให้คำนึงถึงเกียรติยศชื่อเสียงของตนเอง และสถาบันอันมีเกียรติที่เคยทำงานอยู่ก่อนมาเป็นกกต.ให้มีความกล้าหาญในการพิจารณาตัดสินคดีทุจริตเลือก สว.(ฮั้วสว.)ยึดพยานหลักฐาน และผลการพิจารณาของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน ชุดที่ 26

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า การพิจารณาคดีฮั้ว สว.ของกกต.มีความล่าช้า ไม่เป็นไปตามระเบียบที่ว่าต้องพิจารณาคดีให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ซึ่งตามระเบียบ กกต.ให้อำนาจ กกต.ในการตั้งคณะอนุวินิจฉัย และมีอยู่แล้ว 35 คณะ ล้วนเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ที่ผ่านมาเมื่อเรื่องร้องเรียนเข้าสู่ชั้นการพิจารณาของอนุฯจะใช้วิธีสุ่มจ่ายสำนวน เพื่อไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหารู้ว่าอนุฯเป็นใครบ้าง แล้วไปวิ่งเต้น แต่ในคดีฮั้วสว. แต่สำหรับคดีนี้นอกจากจะมีการตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 และทำงานเกินกรอบเวลา 1 ปีแล้ว ยังมีการเปิดเผยรายชื่ออนุฯ ซึ่งหลายคนที่เป็นอนุฯ มีพฤติกรรมเข้าหาฝ่ายการเมือง เช่น ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ พบภาพว่าไปต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีหน้าที่ ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความเป็นกลาง ซึ่งตามระเบียบกกต.ข้อที่ 75 ว่าด้วยการแต่งตั้งอนุวินิจฉัย วรรคสาม ระบุว่าหากปรากฏหลักฐาน หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า อนุวินิจฉัยจะไม่เป็นกลางทางการเมือง ไม่สุจริตเที่ยงธรรม หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ให้กกต.ดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบกฎหมาย แต่กกต.กลับไม่ทำอะไรเลย การกระทำของกกต.เท่ากับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ 

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตการทำงานของกกต.ในคดีนี้ว่า ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งสำนวนคดีฟอกเงิน ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วสว. ให้กับ กกต. แต่กกต.มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับสำนวน ขณะเดียวกัน ดีเอสไอก็ได้ทำหนังสือขอสำนวนพยานหลักฐานในคดีนี้เพื่อประกอบการยื่นฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 8 ราย ทางกกต.กลับอ้างว่า อยู่ระหว่างการสอบสวน ทั้งที่ 2 หน่วยงาน เป็นหน่วยงานราชการที่ต้องทำงานร่วมกัน ซึ่งการที่ กกต.สั่งไม่รับ จึงทำให้น่าสงสัยในพฤติกรรมของกกต.

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีการฟอร์มทีมรัฐบาลใหม่ และมี 13 รายชื่อ ในจำนวนผู้ที่ปรากฏชื่อในคดีฮั้วสว. 229 คนนี้ ว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี และกำลังจะถูกพรรคฝ่ายค้านตรวจสอบ อีกทั้งยังมีการโยนหินถามทางของคณะอนุวินิจฉัยฯที่36 ว่ามีมติ 5 ต่อ 2 จะยกคำร้อง ทางกกต.ก็อออกมาชี้แจงแบบไม่รับและไม่ปฏิเสธ เราจึงกังวลใจจากความเป็นมาและพฤติกรรมของ กกต.ว่าจะลู่ลมหรือไหลไปตามคำขอหรือคำสั่งการของผู้มีอำนาจ มีอิทธิพล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องนี้หรือไม่ วันนี้จึงมายื่นหนังสือถึงกกต.ทั้ง 7 คนให้ใช้ความรู้ความสามารถ แม้ว่ากกต.ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่ที่ถูกพิจารณารับรองมาจากสว. ชุดปัจจุบันซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาเหมือนกันนั้น ก็อยากให้อนุสติท่านที่เติบเติบโตมาถึงตรงนี้ โตมาด้วยลำแข้งของตัวเอง แม้สว.เป็นผู้เห็นชอบแต่งตั้ง แต่ก็เพราะคุณสมบัติของตัวท่านเอง ท่านจึงต้องธำรงรักษาไว้เพื่อชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล และสถาบันอันสูงส่งที่ท่านเคยทำงานไว้ด้วย ขอให้มั่นใจความรู้ ความสามารถและกล้าหาญวินิจฉัยเรื่องนี้เป็นไปตามหลักฐานข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข้อสอบสวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26

ทั้งนี้ ถ้ากกต.ตัดสินลุยไฟ กกต.ก็ต้องตอบคำถามว่าที่ดีเอสไอส่งข้อมูลมาให้ ทำไมคุณถึงไม่รับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่คุณอ้างว่าข้อมูลไม่เพียงพอแล้วตัดสินยกคำร้อง ตรงนี้จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ซึ่งจะโยงไปว่ากกต. ใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเองในการวินิจฉัย ตรวจสอบทุจริตฮั้วสว.เป็นไปตามกฎหมาย เป็นไปตามพยานหลักฐานมีความสุจริตเที่ยงธรรมตามมาตรา 32 หรือไม่ ซึ่งหากไม่ปฏิบัติแต่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยเวลายืดไปถึงปีกว่าๆ นี้จะมีความผิด ติดคุก 10 ปี ซึ่งกกต. จะรอดได้เว้นแต่ว่ามีการพิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธิ์ กระทำการโดยสุจริต เที่ยงธรรม ดังนั้นฝากให้คำนึงถึงเกียรติยศศักดิ์ศรีของตัวเอง

เมื่อถามว่าจะต้องการเปิดชื่อ 13 คน ที่จะได้รับการแต่งตั้งในครม.ชุดนี้หรือไม่ พล.ต.ท. คำรบ กล่าวว่า คนแรกคือนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นผู้ถูกกล่าวหาใน 229 คน และคนอื่นๆ รวม 13 คนที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมยื่นตรวจสอบจริยธรรม ซึ่งรายชื่อเหล่านี้ปรากฎผ่านสื่อไปหมดแล้ว ส่วนจะผิดหรือไม่อย่างไรนั้นตนไม่สามารถยืนยันได้เพราะทราบข่าวจากสื่อเหมือนกัน จริงๆ แล้วมีผู้รู้หลายคนบอกว่ากระบวนการขนาดนี้ยังไม่ผิด แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากรัฐบาลชุดนี้พยายาม ที่จะทำให้ตัวเองดูดี ว่าจะไม่เอาสีเทาต่างๆ จึงพยายามทำให้ตัวเองขาวสะอาดก่อนเป็นรัฐมนตรีก็ได้ จึงฝากว่ากกต.ถ้าจะรับใช้การเมืองโดยตัดสินเรื่องนี้ภายในวันสองวันนี้จริงๆ ก็ยิ่งเป็นจุดที่เราต้องจับตามองและสงสัยกกต.ทั้ง 7 คน ที่มาเร่งวินิจฉัยคดีนี้ช่วงนี้

“อนุฯ ชุดที่ 36 เพิ่งส่งเรื่องเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และท่านใช้เวลาวันนี้ พรุ่งนี้กับเอกสารเป็นพันหน้านั้น ถือว่าเป็นมนุษย์เทวดา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เราเรียกร้อง ให้วินิจฉัยโดยเร็วแต่ท่านใช้เวลาเกินเลยมาตลอด แต่ตอนนี้กลับจะวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว ถือว่าเป็นการขานรับการเมืองแน่แท้แน่นอน” พล.ต.ท. คำรบ กล่าว

Leave a comment