อัษฎางค์เจาะสูตรลับ โมเดลธุรกิจของพรรคภูมิใจไทย

อัษฎางค์เจาะสูตรลับ โมเดลธุรกิจของพรรคภูมิใจไทย

อัษฎางค์เจาะสูตรลับ โมเดลธุรกิจของพรรคภูมิใจไทย

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.56 น.

วันที่ 17 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ”โมเดลธุรกิจของพรรคภูมิใจไทย“ มองการเมืองด้วยวิชาบริหารธุรกิจ ตอนที่ 2

บทวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ว่าด้วยเรื่อง “พังเพราะด้อม” ชี้ให้เห็นว่าการสร้าง emotional fanbase ฐานแฟนคลับที่ใช้อารมณ์ที่ร้อนแรงเกินควบคุมนั้น เป็นดาบสองคมที่อาจทำลายแบรนด์การเมืองจากภายใน แต่ถ้าไม่สร้างด้อม ไม่มีกระแสโซเชียล ไม่มียอด engagement สูงๆ แล้วพรรคการเมืองจะเติบโตและชนะการเลือกตั้งได้อย่างไร?
คำตอบอยู่ที่ ภูมิใจไทย

ผลการเลือกตั้งปี 2569 ยืนยันสิ่งที่นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนมองข้ามมาตลอด

พรรคที่ “เงียบที่สุด” บนโลกออนไลน์ กลับกลายเป็นพรรคที่ “เสียงดังที่สุด” ในคูหาเลือกตั้ง

นี่คือการถอดรหัสโมเดลธุรกิจการเมืองในประเทศไทยยุคปัจจุบัน

ชัยชนะของภูมิใจไทยในปี 2569 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่ปาฏิหาริย์ มันคือผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ล่วงหน้านานแล้ว สำหรับใครก็ตามที่วิเคราะห์ธุรกิจการเมืองผ่าน lens ที่ถูกต้อง

โมเดลธุรกิจของพรรคภูมิใจไทย

หนึ่ง – ระบบ distribution channel ที่แข็งแกร่งชนะ viral marketing ในระยะยาวเสมอ

พรรคภูมิใจ ใช้การเมืองในระบบ “แฟรนไชส์” และ “ตัวแทนจำหน่าย”
ในขณะที่พรรคอื่นใช้กลยุทธ์ Direct-to-Consumer (D2C) ยิงการตลาดตรงหาโหวตเตอร์ผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างด้อม ภูมิใจไทยกลับใช้โมเดล B2B2C ผ่านการสร้างเครือข่าย “บ้านใหญ่” หรือผู้นำท้องถิ่น ซึ่งเปรียบเสมือน Master Franchise หรือ Regional Distributor ที่มีฐานลูกค้า (โหวตเตอร์) ในมือเหนียวแน่น

สอง – จงรู้ว่าตลาดของคุณต้องการ function หรือ emotion

เมื่อ “สินค้าที่ใช้งานได้จริง” ชนะ “ความคลั่งไคล้”
ด้อมการเมืองเกิดจาก Emotional Branding (อุดมการณ์ ความรัก ความโกรธ) แต่แบรนด์ภูมิใจไทยวาง Positioning ตัวเองชัดเจนในฝั่ง Functional Branding ด้วยสโลแกนประเภท “พูดแล้วทำ” เน้นการส่งมอบผลลัพธ์ที่จับต้องได้

สาม – Blue Ocean ไม่ได้หมายถึงตลาดใหม่เสมอไป บางครั้งมันคือการปฏิเสธที่จะลงสนามรบเดิม และรอให้คนอื่นเหนื่อยก่อน

การทำกำไรใน “น่านน้ำสีคราม” ท่ามกลางสงครามสีเสื้อ
พรรคการเมืองใหญ่สองขั้วมักสู้กันใน Red Ocean ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางอุดมการณ์ แต่ภูมิใจไทยเลือกวางตัวเป็น “ผู้เล่นตรงกลาง” หลีกเลี่ยงการปะทะที่สร้างบาดแผลให้กับแบรนด์ ทำให้พวกเขากลายเป็น “พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ” ที่ทุกพรรคต้องวิ่งเข้าหาเพื่อจัดตั้งรัฐบาล

สี่ – B2B (Business-to-Business)

ชัยชนะทางการเมืองในระบบที่ซับซ้อนอย่างไทยไม่ได้เกิดจากการชนะใจโหวตเตอร์หรือการทำการตลาดกับผู้บริโภครายย่อยเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากการเจรจาต่อรองระดับ B2B (Business-to-Business) ที่ยอดเยี่ยมกับพรรคการเมืองอื่น สว. ข้าราชการประจำ และกลุ่มทุน นี่คือศิลปะของการจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ทำให้องค์กรดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นในทุกสภาวะแวดล้อม

ห้า – Brand Resilience

ภูมิใจไทยมักจะเป็นพรรคที่มียอดไลก์ ยอดแชร์ หรือเทรนด์ในโซเชียลมีเดียต่ำกว่าพรรคอื่น และมักถูกโจมตีในโลกออนไลน์บ่อยครั้ง แต่แบรนด์กลับมี “ความยืดหยุ่นและทนทาน” สูงมากเมื่อถึงวันปิดยอดขาย (วันเลือกตั้ง)

หก – โมเดลนี้จะพังได้อย่างไร?

Leave a comment