อิหร่านยิงขีปนาวุธหัวรบคลัสเตอร์ถล่มเทลอาวีฟ ตอบโต้สังหาร “อาลี ลารีจานี”

อิหร่านยิงขีปนาวุธหัวรบคลัสเตอร์ถล่มเทลอาวีฟ ตอบโต้สังหาร "อาลี ลารีจานี"

18 มี.ค. 2569 11:54 น.

อิหร่านยิงขีปนาวุธหัวรบคลัสเตอร์ถล่มเทลอาวีฟ ตอบโต้สังหาร “อาลี ลารีจานี”

สถานการณ์ตะวันออกกลางส่อเค้าบานปลาย หลังอิหร่านเปิดฉากยิงขีปนาวุธติดหัวรบคลัสเตอร์ถล่มกรุงเทลอาวีฟ เพื่อตอบโต้ที่อิสราเอลสังหาร “อาลี ลารีจานี” เลขาฯ สภาความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติของอิหร่าน ด้าน “โมจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดคนใหม่ประกาศกร้าว ปฏิเสธการเจรจาลดความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ขณะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูดเกือบ 50% หลังเส้นทางขนส่งน้ำมันสายหลักถูกปิดตาย

สถานีโทรทัศน์รัฐบาลอิหร่านรายงานว่า กองทัพอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธที่ติดตั้ง “หัวรบหัวรบคลัสเตอร์” เข้าถล่มกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอล เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อเป็นการล้างแค้นให้กับการเสียชีวิตของนายอาลี ลารีจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติของอิหร่าน ทางการอิหร่านยังรายงานว่า บุตรชายของนายลารีจานี และนายอาลีเรซา บายัต รองเลขาธิการสภาความมั่นคงก็เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลเช่นกัน

ทางการอิสราเอลระบุว่า หัวรบชนิดนี้จะกระจายตัวเป็นระเบิดลูกปืนขนาดเล็กกลางอากาศ ทำให้ยากต่อการสกัดกั้น โดยเหตุโจมตีครั้งล่าสุดในเขตชุมชนหนาแน่นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ศพ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมในอิสราเอลนับตั้งแต่เริ่มสงครามพุ่งเป็น 14 ราย ขณะที่มีรายงานว่ามีขีปนาวุธตกใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชียร์ในอิหร่าน แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรง

นายโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านที่ก้าวขึ้นรับตำแหน่งแทนอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ได้แสดงท่าทีปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงหรือการลดความตึงเครียดกับสหรัฐฯ โดยระบุว่า “ยังไม่ใช่เวลาแห่งสันติภาพ จนกว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลจะยอมคุกเข่า ยอมรับความพ่ายแพ้ และชดใช้ค่าเสียหาย”

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาตอบโต้กลุ่มประเทศนาโต และพันธมิตรอย่างญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ ที่ท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ในการส่งกำลังทหารช่วยคุ้มครองเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ โดยทรัมป์ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จทางการทหารอย่างมากจนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากชาติพันธมิตรอีกต่อไป ขณะที่ตัวแทนจากสหภาพยุโรปชี้ว่าไม่มีประเทศใดอยากเสี่ยงชีวิตประชากรในความขัดแย้งครั้งนี้ และควรหาทางออกทางการทูตเพื่อป้องกันวิกฤตอาหารและพลังงานโลก

กลุ่มสิทธิมนุษยชน HRANA คาดการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิตในอิหร่านแล้วกว่า 3,000 ราย ขณะที่ในเลบานอนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 900 รายจากการโจมตีของอิสราเอล ส่วนราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นแล้วประมาณ 45% นับตั้งแต่เริ่มสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลกถูกปิด

ด้านโครงการอาหารโลก (WFP) เตือนว่าหากสงครามยืดเยื้อไปจนถึงเดือนมิถุนายน ประชากรหลายสิบล้านคนจะเผชิญกับภาวะอดอยากรุนแรง ขณะที่สายการบินทั่วโลกเผชิญกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงและการปิดน่านฟ้าในตะวันออกกลาง ทำให้ต้องยกเลิกหรือเปลี่ยนเส้นทางบิน

ล่าสุด ซาอุดีอาระเบียเตรียมเรียกประชุมฉุกเฉินระดับรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่มประเทศอาหรับและอิสลาม ณ กรุงริยาด ในเย็นวันพุธนี้ เพื่อหารือแนวทางรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาคที่กำลังสั่นคลอนอย่างหนัก.

ที่มา Reuters

Leave a comment