สร้าง ‘ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง’ ม.นครพนม พัฒนาสถานีตรวจวัดฝุ่น PM2.5 เพื่อข้อมูลอากาศที่ประชาชนเข้าถึงได้

สร้าง ‘ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง’ ม.นครพนม พัฒนาสถานีตรวจวัดฝุ่น PM2.5 เพื่อข้อมูลอากาศที่ประชาชนเข้าถึงได้

สร้าง ‘ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง’ ม.นครพนม พัฒนาสถานีตรวจวัดฝุ่น PM2.5 เพื่อข้อมูลอากาศที่ประชาชนเข้าถึงได้

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 กลายเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่การเผาชีวมวล การจราจร และสภาพอากาศ ส่งผลให้ค่าฝุ่นสะสมสูงและกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ที่จังหวัดนครพนม กลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนครพนมได้พัฒนา “สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ” เพื่อสร้างฐานข้อมูลฝุ่นในพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศได้ใกล้ชิดมากขึ้น งานวิจัยนี้นำโดย ดร.อภิรักษ์ ทูลธรรม นักวิจัยจากวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมศรีสงคราม มหาวิทยาลัยนครพนม ซึ่งมุ่งพัฒนาระบบตรวจวัดฝุ่น PM2.5 ในรูปแบบ Low-cost Sensor หรือเซ็นเซอร์ต้นทุนต่ำที่ยังคงมีความแม่นยำสูง

PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ประมาณ 20 เท่า สามารถลอยอยู่ในอากาศได้นาน และเมื่อสูดดมเข้าไปจะเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจลึกถึงถุงลมปอด รวมถึงบางส่วนอาจเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพหลายด้าน

เพื่อลดข้อจำกัดด้านต้นทุนของเครื่องตรวจวัดมาตรฐานที่มีราคาสูง ทีมนักวิจัยจึงพัฒนาเซ็นเซอร์ที่ใช้เทคโนโลยี Laser Scattering หรือการกระเจิงของแสงเลเซอร์ ทำให้สามารถตรวจวัดค่าฝุ่นได้แม่นยำในงบประมาณระดับ “หลักหมื่นบาท” ส่งผลให้หน่วยงานท้องถิ่นหรือชุมชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ระบบยังเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) โดยข้อมูลจากเครื่องตรวจวัดจะถูกส่งขึ้นไปเก็บในเซิร์ฟเวอร์กลางทุกครั้งที่มีการตรวจวัด เพื่อสร้างฐานข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์และพยากรณ์แนวโน้มฝุ่นในอนาคต ขณะเดียวกันข้อมูลบางส่วนจะถูกนำมาแสดงผลแบบเรียลไทม์ผ่านแดชบอร์ด เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศได้ทันที

ก่อนหน้านี้ในปี 2568 ทีมวิจัยได้ทดลองติดตั้งสถานีต้นแบบบริเวณลานพญานาคริมแม่น้ำโขง และเปรียบเทียบข้อมูลกับสถานีของกรมควบคุมมลพิษที่สถานีอุตุนิยมวิทยานครพนม พบว่าแนวโน้มค่าฝุ่นมีทิศทางใกล้เคียงกัน แม้ตัวเลขอาจแตกต่างกันจากปัจจัยด้านสภาพพื้นที่และสภาพแวดล้อม

ในปี 2569 งานวิจัยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (FF) เพื่อขยายเครือข่ายสถานีตรวจวัดจำนวน 5 จุด ในพื้นที่นำร่อง ได้แก่ อำเภอบ้านแพง ท่าอุเทน เมืองนครพนม ธาตุพนม และศรีสงคราม เพื่อศึกษาแหล่งกำเนิดฝุ่นในพื้นที่ รวมถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศและฝุ่นข้ามแดน

สถานีตรวจวัดรุ่นใหม่ยังสามารถตรวจวัดฝุ่นชนิดอื่น เช่น PM10 และ PM1 รวมถึงปัจจัยด้านอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ความเร็วลม และทิศทางลม เพื่อให้การวิเคราะห์ข้อมูลมีความครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

ในระยะยาว ทีมวิจัยเชื่อว่าฐานข้อมูลคุณภาพอากาศระดับพื้นที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถวิเคราะห์แหล่งกำเนิดฝุ่นและออกมาตรการป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยนครพนมจึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้าง “ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง” ที่ช่วยให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์คุณภาพอากาศ และเตรียมรับมือกับปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างเท่าทันในอนาคต

Leave a comment