
20 มี.ค. 2569 11:43 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
จับตา “สงครามอิหร่าน” เสี่ยงตัดอินเทอร์เน็ตโลก? หวั่นสายเคเบิลใต้ทะเลช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดเปราะบาง
สงครามอิหร่าน–สหรัฐ–อิสราเอล ดันความเสี่ยงอินเทอร์เน็ตโลกสะดุด หวั่นสายเคเบิลใต้ทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ–ทะเลแดงถูกโจมตี กระทบทั้งระบบการเงิน พลังงาน และเศรษฐกิจโลก
ขณะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตขาดแคลนน้ำมันจากการที่อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจมีอีกวิกฤตหนึ่งที่คาดไม่ถึง เพราะภายใต้ช่องแคบฮอร์มุซมีสายเคเบิลใต้น้ำที่เป็นหัวใจสำคัญของอินเตอร์เน็ตโลก ซึ่งหากอิหร่านตัดสินใจทำลายสายเคเบิลนี้เมื่อไหร่ อินเตอร์เน็ตของโลกก็อาจจะพังลงได้ทันที
มีรายงานก่อนหน้านี้ว่า อิหร่านอาจวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้บริษัทเดินเรือและบริษัทประกันภัยหวาดกลัวจนต้องหยุดการเดินเรือทั้งหมดจนกว่าจะมีการเปิดเส้นทางที่ปลอดภัย ในขณะเดียวกัน ในทะเลแดง กลุ่มฮูตีจากเยเมนกำลังยิงใส่เรือที่แล่นผ่านบริเวณนั้น ส่งผลให้เส้นทางนั้นกลายเป็นเขตอันตรายเช่นกัน
เส้นเลือดดิจิทัลโลกผ่าน “จุดคอขวด” เสี่ยงสูง
บริเวณทั้งสองจุดนี้เป็นที่ตั้งอยู่ของสายเคเบิลใยแก้วนำแสงขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นมหาสมุทร สายเคเบิลบางๆ เหล่านี้ทอดยาวหลายพันกิโลเมตรและส่งข้อมูลเกือบทั้งหมดที่ขับเคลื่อนอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ตั้งแต่การสนทนาทางวิดีโอและอีเมล ไปจนถึงการโอนเงินทางธนาคารและบริการทางเทคโนโลยี
นอกจากช่องแคบฮอร์มุซแล้ว อีกจุดเสี่ยงสำคัญคือ ช่องแคบบับเอลมันเดบ ในทะเลแดง ซึ่งกำลังถูกคุกคามจากกลุ่มฮูตีในเยเมน
พื้นที่ทั้งสองแห่งถือเป็นคอขวด ของโลก ทั้งด้านพลังงานและข้อมูล โดยมีสายเคเบิลใต้น้ำมากกว่า 20 เส้นพาดผ่าน ทำหน้าที่ส่งข้อมูลเกือบทั้งหมดของโลก ตั้งแต่การโทรวิดีโอ อีเมล ไปจนถึงธุรกรรมการเงินและระบบ AI
ข้อมูลระบุว่า มีสายเคเบิลอย่างน้อย 17 เส้นผ่านทะเลแดง เชื่อมยุโรป เอเชีย และแอฟริกา ขณะที่ในอ่าวเปอร์เซียมีสายสำคัญ เช่น AAE-1, FALCON และระบบ Gulf Bridge ที่รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างประเทศโดยตรง
ซ่อมไม่ได้ หากเกิดความเสียหายกลางสงคราม
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่การถูกโจมตี แต่รวมถึงการซ่อมแซมที่แทบเป็นไปไม่ได้ ในช่วงที่มีการสู้รบ
เรือซ่อมสายเคเบิลไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้ เนื่องจากมีทั้งทุ่นระเบิดในทะเล การโจมตีด้วยโดรน และความไม่ปลอดภัยสูง ทำให้หากสายถูกตัด อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะกลับมาใช้งานได้
ในปี 2024 การโจมตีของกลุ่มฮูตีในทะเลแดงเคยทำให้สายเคเบิลเสียหาย ส่งผลให้ความเร็วอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่ของเอเชียและแอฟริกาลดลงอย่างมาก และใช้เวลาหลายเดือนในการซ่อมแซม
นักวิเคราะห์เตือนว่า หากทั้งช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงถูกปิดพร้อมกัน จะเป็นเหตุการณ์สะเทือนโลก ที่กระทบโครงสร้างดิจิทัลทั้งหมด
ผลกระทบลามทั่วโลก ไม่ใช่แค่เน็ตล่ม
หากสายเคเบิลได้รับความเสียหาย ผลกระทบจะลุกลามไปไกลกว่าอินเทอร์เน็ตใช้งานทั่วไป โดยจะกระทบทั้งระบบธนาคารและตลาดหุ้น, โรงพยาบาลและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ, ระบบ AI และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่, การสื่อสารระหว่างประเทศ
ประเทศในอ่าวอาหรับจะได้รับผลกระทบก่อน แต่ประเทศอย่างอินเดียและภูมิภาคเอเชียก็จะเผชิญความล่าช้าในการเชื่อมต่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
ความเสี่ยงยังไม่เกิด แต่เสี่ยงสูงที่สุดในรอบหลายปี
แม้ปัจจุบันสายเคเบิลยังคงทำงานได้ตามปกติ แต่ด้วยสถานการณ์ที่ยังมีทุ่นระเบิดในทะเล การโจมตีที่ดำเนินต่อเนื่อง และการเข้าถึงพื้นที่ที่จำกัด ทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดอินเทอร์เน็ตสะดุดระดับโลก อยู่ในระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา.
ที่มา :indiatoday