
รัดเกล้า ชูไบโอดีเซล ยกระดับมาตรฐานปาล์ม ทางออกวิกฤตพลังงานโลก
วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.
“รัดเกล้า”ชูไบโอดีเซล ยกระดับมาตรฐานปาล์ม ทางออกวิกฤตพลังงานโลก หนุนใช้ในประเทศเสริมความมั่นคงระยะยาว
20 มีนาคม 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงสถานการณ์ความผันผวนด้านพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานจากแหล่งพลังงานภายในประเทศ โดยเฉพาะพลังงานชีวภาพอย่างไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม
นางรัดเกล้า ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะในภาคขนส่ง หากเกิดวิกฤตด้านอุปทานจากตะวันออกกลาง ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ไบโอดีเซลเป็นพลังงานทางเลือกที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เองครบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมัน ที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2569 ประกอบกับสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบที่อยู่ในระดับประมาณ 300,000 ตัน และราคาตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 34 – 35 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนว่าประเทศไทยมีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่การส่งออกยังขึ้นอยู่กับภาวะตลาดโลก
“ในสถานการณ์เช่นนี้ การนำปาล์มน้ำมันมาใช้ภายในประเทศ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไบโอดีเซล จะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานได้ดีกว่าการพึ่งพาการส่งออก และยังเป็นการเก็บสำรองน้ำมันปิโตรเลียมไว้ใช้ในยามจำเป็น” นางรัดเกล้า กล่าว
นางรัดเกล้า ยังชี้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบประมาณ 3.6 ล้านตันต่อปี โดยมีการส่งออกมากกว่า 1.2 ล้านตัน ทำให้ต้องพึ่งพาตลาดโลกในการดูดซับ ขณะที่กำลังการผลิตไบโอดีเซล ของประเทศอยู่ที่ประมาณ 11 – 12 ล้านลิตรต่อวัน แต่ความต้องการใช้จริงสำหรับน้ำมัน B5 อยู่เพียงประมาณ 3 ล้านลิตรต่อวัน
“หากมีการปรับเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 หรือ B10 จะทำให้ความต้องการใช้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 6 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งยังไม่เต็มศักยภาพการผลิตของประเทศ และภาคเอกชนก็มีความพร้อมที่จะรองรับได้ทันที” นางรัดเกล้า กล่าว
อย่างไรก็ตาม นางรัดเกล้า ย้ำว่า การส่งเสริมไบโอดีเซล ต้องดำเนินควบคู่กับการยกระดับคุณภาพ เพื่อแก้ปัญหาการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ในเครื่องยนต์บางประเภท ซึ่งอาจส่งผลต่ออายุการใช้งานของเครื่องยนต์และก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ
พร้อมเสนอให้มีการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเทคโนโลยีไบโอดีเซลขั้นสูง เช่น HVO (Hydrotreated Vegetable Oil) ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงน้ำมันดีเซลคุณภาพสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทยทั้งระบบ โดยเสนอ 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1.การกำหนดมาตรฐานคุณภาพปาล์มน้ำมัน เพื่อให้ราคาสะท้อนคุณภาพและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรพัฒนา
2.การส่งเสริมการปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและแข่งขันได้
3.การผลักดันการใช้ไบโอดีเซล เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero
4.การขยายช่องทางตลาดและพัฒนาองค์ความรู้ให้เกษตรกร ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์จนถึงการแปรรูป
“วิกฤตพลังงานโลกอาจยืดเยื้อ แต่สิ่งที่ประเทศไทยทำได้ทันทีคือการเสริมความแข็งแกร่งจากภายใน ใช้ทรัพยากรที่เรามีอย่างปาล์มน้ำมันให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อดูแลทั้งผู้บริโภค เกษตรกร และความมั่นคงของประเทศในระยะยาว” นางรัดเกล้า กล่าวย้ำ