
20 มี.ค. 2569 13:32 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
เวียดนามขึ้นราคาน้ำมันกว่า 20% ข้ามคืน กระทบทั้งภูมิภาคจากวิกฤตตะวันออกกลาง
รัฐบาลเวียดนามประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลกว่า 20% ในช่วงข้ามคืน หลังวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย-ยูเครนพ่นพิษ ทำราคาพลังงานโลกพุ่งสูง ด้านประชาชนโอดค่าใช้จ่ายพุ่งจนต้องเลิกใช้รถส่วนตัว ขณะที่เมียนมาและไทยเผชิญชะตากรรมเดียวกัน ราคาน้ำมันดีดตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
สถานการณ์ราคาพลังงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตึงเครียดหนัก ล่าสุดวันนี้ (20 มี.ค.) รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งใหญ่ โดยมีผลทันทีหลังจากประกาศเพียงไม่กี่ชั่วโมง ท่ามกลางความกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลก
โดยน้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 ปรับขึ้น 20% ไปอยู่ที่ 30,690 ดองต่อลิตร (ประมาณ 38.18 บาท) ส่วนน้ำมันดีเซล ปรับขึ้นเกือบ 34% ไปอยู่ที่ 33,420 ดองต่อลิตร (ประมาณ 41.58 บาท) ซึ่งหากนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาเบนซิน 95 ในเวียดนามพุ่งสูงขึ้นกว่า 50% และดีเซลพุ่งสูงถึง 70% แล้ว
กระทรวงพาณิชย์ของเวียดนามระบุว่า ปัจจัยหลักมาจากสงครามในตะวันออกกลาง การที่อิหร่านเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงผลกระทบต่อเนื่องจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาเชื้อเพลิงโลก
ด้านนายกรัฐมนตรีเวียดนามได้ต่อสายตรงหารือกับผู้นำหลายประเทศ อาทิ กาตาร์ คูเวต แอลจีเรีย และญี่ปุ่น เพื่อขอรับการสนับสนุนด้านพลังงาน ขณะที่หน่วยงานการบินพลเรือนเตือนว่าอาจต้องลดเที่ยวบินภายในประเทศลงเนื่องจากความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม สื่อรัฐบาลยืนยันว่าเวียดนามยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการบริโภคในประเทศไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้
ชาวกรุงฮานอยระบุว่า การขึ้นราคาครั้งนี้ส่งผลให้ปริมาณรถบนท้องถนนที่เคยหนาแน่นลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากประชาชนแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว พนักงานออฟฟิศรายหนึ่งกล่าวว่า “คนธรรมดาอย่างเราคือผู้ที่ต้องแบกรับความทุกข์ทรมานที่สุดจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้” และหลายคนตัดสินใจหันไปใช้บริการรถไฟหรือขนส่งสาธารณะแทน
ไม่ใช่เพียงเวียดนามเท่านั้นที่เผชิญวิกฤต ในเมียนมาราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นประมาณ 30% ภายในวันเดียว จนเกิดแถวยาวเหยียดที่สถานีบริการน้ำมันใกล้เมืองมัณฑะเลย์ ขณะที่ไทยเองก็มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลเมื่อวันพุธที่ผ่านมาเช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตการณ์พลังงานที่กำลังลุกลามไปทั่วภูมิภาคอาเซียน.
ที่มา AFP