‘วันน้ำโลก’ ระบบอาหารโลกเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำ ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ชี้อุตสาหกรรมปศุสัตว์คือตัวแปรสำคัญ

‘วันน้ำโลก’ ระบบอาหารโลกเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำ ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ชี้อุตสาหกรรมปศุสัตว์คือตัวแปรสำคัญ

‘วันน้ำโลก’ ระบบอาหารโลกเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำ ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ชี้อุตสาหกรรมปศุสัตว์คือตัวแปรสำคัญ

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาหารบนจานที่เราบริโภคในทุกวัน อาจกำลังทิ้งรอยแผลไว้กับโลกมากกว่าที่คิด เนื่องใน วันน้ำโลก (World Water Day) 22 มีนาคม ความสนใจจากทั่วโลกกำลังมุ่งเป้าไปที่บทบาทของ “ระบบอาหาร” ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อทรัพยากรน้ำจืดที่เหลืออยู่อย่างจำกัด ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ระบุว่าโดยเฉพาะการผลิตอาหารจากสัตว์ซึ่งต้องใช้น้ำในปริมาณมหาศาล เช่น เนื้อวัว 1 กิโลกรัมต้องใช้น้ำเฉลี่ยกว่า 15,400 ลิตรตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การปลูกพืชอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์

น้ำ คือทรัพยากรที่ถูกใช้มากที่สุดในโลก ด้วยปริมาณการใช้สูงถึง 4 ล้านล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ล่าสุดองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ออกมาเตือนถึงภาวะ “ล้มละลายทางทรัพยากรน้ำของโลก” (Global Water Bankruptcy) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่มนุษย์ใช้น้ำจืดเร็วเกินกว่าที่ธรรมชาติจะฟื้นฟูได้ทัน ขณะที่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหารถูกจับตามองในฐานะผู้ใช้ทรัพยากรน้ำรายใหญ่ที่สุด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของน้ำจืดทั่วโลก

ข้อมูลที่น่ากังวลจากงานวิจัยยังระบุว่า 50% ของทะเลสาบขนาดใหญ่ทั่วโลก มีปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษ 1990 พื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติราว 410 ล้านเฮกตาร์ (เทียบเท่าขนาดสหภาพยุโรป) เลือนหายไปในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ประชากรกว่าครึ่งโลก ยังคงต้องพึ่งพาน้ำใต้ดินในการอุปโภคบริโภค

วิกฤตในเอเชียแปซิฟิกและบททดสอบของประเทศไทย

ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประชากรเกือบ 2 พันล้านคน ยังคงเผชิญความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงน้ำสะอาด ขณะที่ 80% ของน้ำเสียทั่วโลก ถูกปล่อยคืนสู่ธรรมชาติโดยไม่ผ่านการบำบัด ส่งผลให้แหล่งน้ำสำคัญปนเปื้อนอย่างรุนแรง

สำหรับประเทศไทย แรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำทวีความรุนแรงขึ้นจากหลายปัจจัย ได้แก่ มลพิษจากเมืองและอุตสาหกรรม: การปล่อยน้ำเสียโดยตรงสู่แหล่งน้ำจืด สารเคมีแฝงจากภาคเกษตร: การตกค้างของสารกำจัดศัตรูพืช ปุ๋ย และยาปฏิชีวนะ และ วิกฤตแม่น้ำสายหลัก: ปัญหามลพิษที่เด่นชัดในบริเวณตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและสุขอนามัยของประชาชนในระยะยาว

“น้ำที่มองไม่เห็น” เบื้องหลังการผลิตเนื้อสัตว์

ภาคเกษตรกรรมยังคงเป็นภาคส่วนที่ใช้น้ำมากที่สุด โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ภาคเกษตรกรรมใช้น้ำคิดเป็นประมาณ 70% ของการใช้น้ำจืดทั่วโลก และคาดว่าความต้องการใช้น้ำในภาคส่วนนี้อาจเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตตามการเติบโตของประชากรโลก

งานวิจัยยังพบว่า น้ำส่วนใหญ่ที่ใช้ในการผลิตปศุสัตว์ไม่ได้ถูกใช้โดยตรงกับสัตว์ แต่แฝงอยู่ในกระบวนการปลูกพืชอาหารสัตว์ โดยข้อมูลจาก Water Footprint Network พบว่า ประมาณ 98% ของรอยเท้าน้ำของผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เกิดจากการผลิตอาหารสัตว์

ข้อมูลจาก Water Footprint Network ระบุว่า การผลิตเนื้อวัวหนึ่งกิโลกรัมต้องใช้น้ำเฉลี่ยประมาณ 15,400 ลิตร เมื่อเทียบกับธัญพืชที่ใช้น้ำประมาณ 1,600 ลิตรต่อกิโลกรัม ขณะที่การผลิตไข่หนึ่งกิโลกรัมต้องใช้น้ำประมาณ 3,200 ลิตร และเนื้อไก่ประมาณ 4,300 ลิตร เมื่อคำนึงถึงกระบวนการผลิตทั้งหมด

สำหรับประเทศไทย ภาคเกษตรกรรมก็เป็นภาคส่วนที่ใช้น้ำมากที่สุดเช่นกัน โดยข้อมูลจากภาครัฐระบุว่า ประมาณ 82.5% ของความต้องการใช้น้ำทั้งหมดของประเทศ หรือราว 1 แสนล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ถูกใช้ในภาคเกษตรกรรม

มลพิษแฝง: เมื่อแหล่งน้ำถูกคุกคามโดยระบบฟาร์มเข้มข้น

นอกจากการใช้ปริมาณน้ำมหาศาล การผลิตปศุสัตว์ในระบบฟาร์มอุตสาหกรรมยังส่งผลกระทบในวงกว้าง ฟาร์มขนาดใหญ่สามารถสร้างของเสียและน้ำเสียจำนวนมากลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งอาจนำไปสู่การปนเปื้อนของแม่น้ำ ทะเลสาบ และระบบนิเวศชายฝั่ง เป็นสาเหตุของ ปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชัน (Eutrophication) ไนโตรเจนและฟอสฟอรัสจากมูลสัตว์กระตุ้นให้สาหร่ายเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระดับออกซิเจนในน้ำลดลง และกระทบต่อปลาและสิ่งมีชีวิตในน้ำ อีกประเด็นที่น่ากังวลคือการใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ซึ่งอาจนำไปสู่การแพร่กระจายของ เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ (antimicrobial resistance) ผ่านน้ำเสีย ดิน และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ

การศึกษาวิจัยฟาร์มสุกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยระบุว่า พบเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาหลายชนิด รวมถึงสายพันธุ์ E. coli ในสภาพแวดล้อมของฟาร์มปศุสัตว์ ขณะที่การศึกษาในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยก็พบแบคทีเรียดื้อยาในระบบการเลี้ยงปลาเช่นกัน

งานวิจัย 137 ชิ้นทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชี้ชัดว่าเชื้อดื้อยากำลังหมุนเวียนอย่างไร้พรมแดนระหว่างมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม โดยมีมลพิษจากภาคเกษตรกรรมเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายระบบนิเวศแม่น้ำและชายฝั่งอันเป็นเส้นเลือดใหญ่ของวิถีชีวิต วงจรการปนเปื้อนนี้จึงไม่ได้คุกคามเพียงความสมดุลของธรรมชาติ แต่ยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชนและความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาคอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

เสียงจาก  Sinergia Animal: ปรับระบบอาหารเพื่ออนาคตของน้ำ

“ปัญหาการขาดแคลนน้ำไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นของระบบอาหารด้วย การผลิตอาหารในปัจจุบันส่งผลโดยตรงต่อทรัพยากรน้ำและสวัสดิภาพสัตว์ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืนและมีมนุษยธรรมมากขึ้น จึงเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องโลกและคนรุ่นต่อไป” ศนีกานต์ รศมนตรี ผู้อำนวยการ ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ประจำประเทศไทย กล่าว

ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ทำงานร่วมกับบริษัทอาหารและธุรกิจบริการอาหารในหลายประเทศ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ห่วงโซ่อุปทานไข่ที่ไม่ใช้กรงขัง (Cage-free)

Leave a comment