ห้ามกักตุน-โขกเกินราคา ‘หนู’ตั้งฉก.ลุย เชือดคลังน้ำมันอ่างทอง

ห้ามกักตุน-โขกเกินราคา ‘หนู’ตั้งฉก.ลุย เชือดคลังน้ำมันอ่างทอง

ห้ามกักตุน-โขกเกินราคา ‘หนู’ตั้งฉก.ลุย เชือดคลังน้ำมันอ่างทอง

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ห้ามกักตุน-โขกเกินราคา ‘หนู’ตั้งฉก.ลุย เชือดคลังน้ำมันอ่างทอง ตุน3แสนลิตร/ฟันกำไร ปุ๋ยยังเหลือใช้อีก2เดือน

“พิพัฒน์” เผย “นายกฯอนุทิน” เซ็นตั้งชุด ฉก.ไล่ตรวจสอบปั๊มน้ำมัน “กักตุน-ขายเกินราคา” ทั่วไทย ขณะที่ตำรวจปคบ.แกะรอยน้ำมันแพง บุกบริษัทที่อ่างทอง พบสต๊อก 3.3 แสนลิตร ไร้ใบกำกับการขนส่งมูลค่า 12 ล้าน ฟันราคาลิตรละบาท ขณะที่ นายกฯสมาคมปุ๋ยยันยังมีใช้ได้อีก2เดือนแรอนำเข้ามาเติม

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 เวลา 15.40 น. ทึ่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ผอ.ศบก.) ให้สัมภาษณ์กรณีกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค(บก.ปคบ.) เข้าตรวจสอบบริษัทน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง หลังพบข้อร้องเรียนมีการกักตุน และจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาที่สูงกว่าปกติว่า กำลังไล่ตรวจสอบอยู่ ขณะนี้นายกรัฐมนตรี ได้เซ็นคำสั่งแต่งตั้งชุดเฉพาะกิจขึ้นมา 1 ชุด เพื่อไล่ตรวจสอบทั้งประเทศ

เมื่อถามว่าแสดงว่ามีจำนวนมากหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ เพราะต้องมีการตรวจสอบก่อน คงต้องตรวจสอบทั้งหมด

ตรวจคลังน้ำมันอ่างทอง

ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เปิดเผยว่า สั่งการ พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ปคบ. พ.ต.อ.ธนาทัศน์ ศรีพิพัฒน์ รรท.ผกก.2 บก.ปคบ. พ.ต.ท.จำรูญ คำมา สว.กก.2 บก.ปคบ. สนธิกำลังเจ้าหน้าที่พลังงานจังหวัดอ่างทอง และพาณิชย์จังหวัดอ่างทอง เข้าตรวจสอบบริษัทจำหน่ายน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมือง จ.อ่างทอง หลังจาก ปคบ.ได้รับร้องเรียนว่าปั๊มน้ำมันในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี ขายน้ำมันในราคาสูงผิดปกติ

ชุดสืบสวนตรวจสอบพบว่าน้ำมันทั้งหมดถูกส่งมาจากโกดังลับใน จ.อ่างทอง จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบภายในคลังเมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา พบน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองไว้กว่า 331,000 ลิตร มูลค่ารวมกว่า 12,520,400 บาท โดยแบ่งเป็น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 210,000 ลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 73,000 ลิตร, น้ำมันดีเซล 48,000 ลิตร

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า เบื้องต้นบริษัทดังกล่าวลักลอบจำหน่ายน้ำมันดีเซลในราคาสูงถึงลิตรละ 40.50 บาท โดยอ้างว่ารับซื้อมาในราคา 39.50 บาท แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เค้นขอหลักฐานการซื้อขายและใบเสร็จชำระเงินกลับ “อึกอัก” ไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ได้แม้แต่ฉบับเดียว เจ้าหน้าที่จึงอายัดน้ำมันทั้งหมดพร้อมเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่กรมธุรกิจพลังงาน และประสาน กรมสรรพสามิต เพื่อตรวจสอบการเสียภาษีโดยละเอียด

“หากพบว่าเป็นการลักลอบขนส่งน้ำมันเถื่อนหรือเลี่ยงภาษี จะดำเนินการแจ้งข้อหาหนักและดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด” ผบช.ก.กล่าว

นายกฯวอนเลิกกักตุน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า ถึงการแก้ไขปัญหาพลังงานว่า การบริหารจัดการน้ำมันทุกวันนี้ ไม่ได้ลดเรื่องในเรื่องของปริมาณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปริมาณนำเข้านำมันดิบ ก็ยังนำเข้ามาเหมือนเดิม การผลิตน้ำมันกลั่น ขายปลีก ในครัวเรือน ก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าจำนวนคน ที่กังวลต่อสถานการณ์ ความตื่นตระหนกของประชาชนจากภาวะสงครามจนแห่ไปซื้อน้ำมันมาตุนไว้ หรือรีบไปเติมน้ำมันเกินความจำเป็น ทำให้ความต้องการใช้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากอย่างผิดปกติจนเกินกำลังการผลิต จึงเกิดปัญหาขาดแคลนในบางพื้นที่ มีการกักตุนเพิ่มมากขึ้น จะเห็นได้จากปริมาณการใช้งานจากวันละ 67 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นมาเป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน จากกำลังการผลิตน้ำมันดีเซลของประเทศไทยมีอยู่ 77 ล้านลิตรต่อวัน

ให้ความมั่นใจกับประชาชน

“วันนี้เราต้องสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน นอกจากสำรองที่มี 100 วันแล้ว กำลังการผลิตก็ยังมีอยู่ พี่น้องประชาชนที่ใช้ 67 ล้านลิตรในตอนนั้น คือยังใช้แบบ ไม่มีมาตรการการประหยัด ยังใช้อย่างปกติอยู่ เฉพาะนั้น ถ้าพี่น้องประชาชน ให้ความเชื่อมั่น ซึ่งก็ควรจะเชื่อมั่นเพราะข้อมูลต่างๆ ถูกนำไปเผยแพร่โดยรัฐ ก็กลับมาใช้ชีวิตปกติ ก็จะมีน้ำมันเพียงพอ”นายอนุทิน ย้ำ

อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการใช้น้ำมันดีเซลในแต่ละวันที่ 67 ล้านลิตรต่อวัน ก่อนเกิดเหตุสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสภาวะปกติไม่ได้มีการออกมาตรการเรื่องการลดการใช้หรือการประหยัดน้ำมัน กำลังการผลิตน้ำมันดีเซลของประเทศไทยอยู่ที่ 77 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งมีช่องว่างอยู่ประมาณ 14 ล้านลิตร หลังจากเกิดเหตุสงครามด้วยข้อมูลและความวิตกกังวลของประชาชนทำให้การใช้ เพิ่มมาเป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน ถือว่าเป็นการเกินกำลังการผลิตอาจเป็นเหตุทำให้เกิดการขาดน้ำมันในบางพื้นที่

“อย่าตื่นตระหนก ก็อย่างที่บอก น้ำมันผลิตได้ 77 ล้านลิตรต่อวันเหมือนเดิม แต่คนใช้เพิ่ม จากเดิม 77 ล้านลิตร เป็น 84 ล้านลิตร ก็มีเกินมา 14 ล้านลิตรต่อวัน เราก็ต้องไปทำให้คนกลับไปใช้น้ำมันที่ 67 ล้านลิตรหรือ 70 ล้านลิตรต่อวัน อัดสำรองที่เรามีอยู่ เพื่อให้กลไกลตลาด สมดุลกับดีมานต์” นายกฯ กล่าว

ยังใช้ได้น้ำมันถึง104วัน

ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดยนายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำมันสำรองในประเทศว่า กรมธุรกิจพลังงานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยสถานการณ์น้ำมันสำรองภายในประเทศวันที่ 20 มี.ค. อยู่ที่ 5,060 ล้านลิตร หรือคิดประมาณ 41 วัน และมีน้ำมันระหว่างทางรวมกับน้ำมันที่จะนำเข้า ซึ่งได้รับการยืนยันแล้วอยู่ที่7,396ล้านลิตร หรือคิดเป็นประมาณ 63วัน ทำให้ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองใช้ประมาณ 104 วัน

นายวุฒิทัต กล่าวว่า ส่วนสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงรายวันในนกลุ่มน้ำมันเบนซิน และดีเซลในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติมาก ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 18 มี.ค. พบว่ายอดการจำหน่ายน้ำมันดีเซลเริ่มลดลง อยู่ที่ 54.79 ล้านลิตรต่อวัน และน้ำมันเบนซิน ลดลงอยู่ที่ 29.98 ล้านลิตรต่อวัน ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ลงพื้นที่ตรวจสอบสอบ

นายวุฒิทัต กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ เมื่อวันที่ 19 มี.ค. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมัน ที่อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดกระจายน้ำมันหลักสู่สถานีบริการกว่า 200 แห่งในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อสร้างความมั่นใจด้านพลังงานให้กับประชาชน จากการตรวจสอบไม่พบการกักตุน และคลังยังคงเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ซึ่งในปัจจุบัน ยังคงเร่งจ่ายน้ำมันสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ 20% เพื่อเร่งแก้ปัญหาคอขวด แต่ยอมรับว่า มีระยะเวลาการรอรับน้ำมันนานขึ้น ตามปริมาณความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น

นายวุฒิทัต กล่าวว่า ทั้งนี้ยังได้ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมัน ที่อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พบว่า ในสถานีบริการเปิดให้บริการตามปกติ แต่มีบางช่วงที่น้ำมันดีเซลขาดชั่วคราว เนื่องจากความต้องการเพิ่มขึ้น และการขนส่งไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามรอบ ทั้งนี้ รมว.พลังงาน ได้สั่งการให้กรมธุรกิจพลังงาน เร่งหาแนวทางแก้ไขโดยเฉพาะการตรวจสอบคลังน้ำมันแห่งอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่า น้ำมันยังมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

นายวุฒิทัต กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจพลังงานได้ขอความร่วมมือสำนักงานพลังงานจังหวัด ทั้ง 76 จังหวัด ให้ดำเนินการประสานผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง และสถานที่ที่มีการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้แก่สถานีบริการน้ำมัน ผู้ประกอบการรถขนส่ง

ชำแหละคลังน้ำมันอ่างทอง

เมื่อถามว่า กรณำรวจ ลงพื้นที่ตรวจตรวจบริษัทน้ำมัน ที่จ.อ่างทอง หลังจากที่ได้รับร้องเรียน พบมีการสต๊อก 3.3 แสนลิตรและขายเกินราคา นายวุฒิทัต กล่าวว่า บริษัทดังกล่าวชื่อว่า บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด เป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 คือ ผู้ค้าน้ำมันรายย่อย มีการขนส่งหลายทอด ซึ่งจากการตรวจสอบ ไม่ได้มีการออกใบกำกับการขนส่งหลายเที่ยว ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่ได้มีการออกใบกำกับการขนส่ง ซึ่งมีความผิดตามมาตรา 30 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543

ที่ต้องมีใบกำกับการขนส่งว่า รับมาจากที่ไหนวันไหนปริมาณเท่าใด และปลายทางไปส่งยังที่ใด รวมถึงต้องเก็บเอกสารไว้ไม่น้อยกว่า 60 วัน ซึ่งจะมีความผิดตามมาตรา 56 ในข้อมูลเชิงลึก ขอไปตรวจสอบความชัดเจนอีกครั้งหนึ่งก่อน แต่ในเบื้องต้นในด้านความปลอดภัย สถานที่เก็บน้ำมันแห่งนี้มีใบอนุญาต ตามพ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 หรือไม่

เมื่อถามว่าจะมีการขยายการตรวจสอบบริษัทอื่นอีกหรือไม่ รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า บริษัทดังกล่าวจะต้องดูว่าจะมีการขนส่งมาจากที่ใด ก็จะย้อนไปดูก่อนหน้านั้นด้วย

ราคาสินค้ายังปกติ

นางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการและรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงมาตรการดูแลค่าครองชีพและควบคุมราคาสินค้าว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ได้กำชับให้พาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัดติดตามสถานการณ์ค่าครองชีพอย่างใกล้ชิดและกำกับดูแล ไม่ให้มีการฉวยโอกาสจากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และจำหน่ายสินค้าเกินกว่าต้นทุนจริงซึ่งเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค

นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ขอยืนยันว่า จะกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการอย่างใกล้ชิดควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพด้านราคาและต้นทุนการผลิต เพื่อให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรสามารถดำเนินธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องและเป็นธรรม โดยยึดประโยชน์ของประชาชนในประเทศไทยสำคัญ ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ พร้อมจะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในการปรับมาตรการต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

ปุ๋ยยังใช้ได้อีก2เดือน

นายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย เปิดเผยถึงจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ ส่งผลให้เกษตรกรมีความกังวลเกี่ยวกับราคาปุ๋ยในประเทศนั้น ว่า ในส่วนประเทศไทยยังคงมีปุ๋ยในสต๊อกเพียงพอ สำหรับการใช้งานประมาณ 2 เดือน ถึง 2เดือนครึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนที่หน่วยงานภาครัฐรายงาน ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญยังคงมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติรวมไปถึงกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อาทิ เม็ดพลาสติก เมื่อเกิดความตื่นตระหนกในตลาด ย่อมทำให้เกิดความกังวลเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นต้นทุนที่สะท้อนกลับมายังราคาปุ๋ยในที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านการขนส่งที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการอนุญาตเป็นรายกรณี ส่งผลให้ภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเจรจาแทนภาคเอกชน เนื่องจากเส้นทางเดินเรือในเส้นทางดังกล่าว ไม่ได้มีเพียงปุ๋ยเท่านั้นที่ต้องผ่าน แต่ยังรวมถึงสินค้านำเข้าอื่นๆ อีกจำนวนมาก พร้อมมองว่าความผันผวนดังกล่าวไม่ได้ส่งผลต่อเกษตรกรในทุกช่วงเวลาเท่ากัน โดยเฉพาะเกษตรกรที่เริ่มเพาะปลูกตั้งแต่ต้นฤดูกาลอาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากนัก แต่ในกรณีของการซื้อปุ๋ยเพิ่มเติมในภายหลัง ราคาที่แตกต่างกันตามปริมาณการซื้อก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ หากเกษตรกรรวมกลุ่มกันสั่งซื้อในปริมาณมากผ่านองค์กรทางการเกษตร ก็มีโอกาสได้รับราคาที่เหมาะสมมากกว่า ในขณะที่การซื้อผ่านผู้ประกอบการรายย่อยในปริมาณน้อย อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นตามกลไกตลาด

ต้องใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้คาดหวังด้วยว่า รัฐบาลชุดใหม่อจะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ด้วยความเข้าใจประชาชน ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกควบคู่กัน พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ ก็จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะภาคการเกษตรซึ่งยังคงเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ พร้อมย้ำ ด้วยว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ประชาชนและเกษตรกรควรตั้งรับอย่างมีสติ และปรับตัวด้วยองค์ความรู้ที่ถูกต้อง การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับศักยภาพของเกษตรกรไทย ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นคง

Leave a comment