เมื่อ ร.4 ทรงใช้ ‘เจดีย์เขาตังกวน’ ผนึก‘สงขลา’ เข้ากับ ‘บางกอก’

เมื่อ ร.4 ทรงใช้ ‘เจดีย์เขาตังกวน’ ผนึก‘สงขลา’ เข้ากับ ‘บางกอก’

เมื่อ ร.4 ทรงใช้ ‘เจดีย์เขาตังกวน’ ผนึก‘สงขลา’ เข้ากับ ‘บางกอก’

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีพระองค์แรก ที่เสด็จพระราชดำเนินประพาสเมืองสงขลาโดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า เสด็จฯ ถึงราวปี พ.ศ. 2402 โดยมีการสร้างพลับพลาที่ประทับ บนไหล่ “เขาตังกวน” บริเวณฝั่งบ่อยาง (อำเภอเมืองสงขลาปัจจุบัน) ในช่วงเวลานั้น

สำนักหอจดหมายเหตุระบุว่า
พุทธศักราช 2402 เสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันตก ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม ถึงวันที่ 30 สิงหาคม ผ่านสถานที่ต่าง ๆ ได้แก่ ท่าปากน้ำเมืองปราณบุรี, ท้องอ่าวตำบลเกาะหลัก แขวงเมืองประจวบคีรีขันธ์,  ตำบลแหลมทองหลาง แขวงเมืองกำเนิดนพคุณ, พลับพลาปากน้ำชุมพร, ตำบลเกาะง้าม เกาะพลีกรรม์ แขวงเมืองนครศรีธรรมราช, ปากน้ำเมืองนครฯ, พลับพลาตำบลท่าสัก ทรงนมัสการพระมหาธาตุเจดีย์ ทอดพระเนตรพระพุทธสิหิงค์ที่หอพระ ทอดพระเนตรวัดโพ วัดประดู่ แหลมสน เมืองสงขลา ตลาดภูเขาเก้าเซ่ง แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินกลับทางแขวงเมืองนครศรีธรรมราช แหลมชุมพุก ช่องมุกตะเภา ปากน้ำชุมภร เกาะหลัก ด่านปากน้ำเมืองสมุทรปราการ ต่อมาเดือนมกราคม เสด็จประพาสอากาศที่สามมุข เมืองชลบุรี โดยเสด็จกลับทางปากน้ำบางปะกง ทอดพระเนตรเขาดิน และเสด็จเมืองปราณบุรี ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับพระนคร

ชื่อ “เขาตังกวน” ปรากฏหลักฐานครั้งแรก ในแผนที่ภาพกัลปนาวัดเมืองพัทลุงในสมัยอยุธยา  “ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ”  นักวิชาการ วิเคราะห์ควาหมายของคำว่า “ตังกวน” เอาไว้ว่า
“มีผู้รู้พยายามอธิบายว่า “ตังกวน” มาจากคำภาษามลายูว่า “ควน” หมายถึง ที่สูง ซึ่งมีขนาดเตี้ยกว่าภูเขา แต่สูงกว่าเนินเขา โดยแต่เดิมคงเรียกว่า “เขาควน” แล้วค่อยเรียกเพี้ยนมาเป็น “เขาตะกวน” ในที่สุด

 ผมก็เลยขอคำปรึกษาจากผู้รู้ภาษาจีน ได้แก่ คุณสมชาย แซ่จิว ท่านให้ความเห็นว่า ชื่อ “ตังกวน” อาจมาจากภาษาจีนคือ “ตงกวน” ซึ่งแปลว่า “ด่านทางทิศตะวันออก” (คำนี้ออกเสียงแบบจีนกลาง แต่เป็นไปได้ว่าเลียนเสียงมาจากเสียงจีนถิ่นอื่น เพราะคำว่า ตงกวน ในภาษาจีนกลางมักจะหมายถึง ข้าราชการ หรือรับราชการ) ผมเองก็เห็นว่า ข้อสันนิษฐานนี้มีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียวนะครับ  เพราะพื้นที่บริเวณที่ตั้งของเขาลูกนี้ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของแหลมมลายู อันเป็นที่ตั้งของเมืองสงขลา และทะเลที่ตั้งอยู่ทางฟากตะวันออกนี้ก็คือ อ่าวไทย ซึ่งจะไหลออกไปบรรจบกับทะเลจีนใต้ หมายความว่า เป็นเส้นทางเดินเรือที่ติดต่อกับเครือข่ายของจีนเป็นสำคัญ ดังนั้น ถ้าจะมีชื่อเรียกเขาลูกนี้ด้วยภาษาจีนก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องแปลก?

ภูเขาที่ขนาดสูงพอประมาณ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของแหลมมลายู อันเป็นเหมือนประภาคาร คือจุดหมายสำคัญที่จะเข้าสู่เมืองสงขลา, ทะเลสาบสงขลา และคาบสมุทรสทิงพระ จะถูกเรียก “เขาตังกวน” คือ “ภูเขาที่เป็นด่านทางทิศตะวันออก” ก็ไม่เห็นจะเป็นไปไม่ได้”

บนยอดเขาตังกวน มีพระเจดีย์อยู่องค์หนึ่ง  พระเจดีย์ที่อยู่บนยอดเขาตังกวนนี้ มีประวัติการก่อสร้างไม่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด และใครเป็นผู้สร้าง แต่มีปรากฏข้อมูลหลักฐานการบูรณปฏิสังขรณ์ที่ชัดเจนในเอกสารพงศาวดารเมืองสงขลา ที่เขียนขึ้นโดย “เจ้าพระยาวิเชียรคิรี (บุญสังข์)” ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาลำดับที่ 5 ระบุไว้ว่า เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 4 เสด็จประพาสเมืองสงขลา ระหว่างวันที่ 20-26 สิงหาคม พ.ศ.2402 พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปบนเขาตังกวน เมื่อวันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2402 เพื่อสักการะพระเจดีย์และทอดพระเนตรทัศนียภาพเมืองสงขลาจากมุมสูง

ทรงมีพระราชดำริจะให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์ให้มีขนาดสูงใหญ่ขึ้นกว่าของเก่า จากนั้นในวันที่ 28 สิงหาคม 2402 ทรงโปรดเกล้าฯให้สมุหพระกลาโหม (ช่วง บุนนาค) เอาตัวอย่างพระเจดีย์มาให้เจ้าพระยาวิเชียรคิรี (บุญสังข์) ถึงทำเนียบผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 4 เสด็จนิวัติถึงพระนครแล้ว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ พระยาสามภพพ่าย (หนู เกตุทัต) เป็นข้าหลวงออกไปให้เจ้าพระยาวิเชียรคิรี (บุญสังข์) ดำเนินการบูรณะพระเจดีย์บนยอดเขาตังกวน มีความสูง 9 วา 3 ศอก (ประมาณ 18.75เมตร) โดยได้พระราชทานเงินทั้งสิ้นจำนวน 37 ชั่ง 4 บาท

ในโอกาสเดียวกันนั้นเจ้าพระยาวิเชียรคิรี (บุญสังข์) ได้สร้างคฤห์ (ซุ้มพระ) ต่อที่ฐานทักษิณ 2 คฤห์ อยู่ทางด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ขององค์พระเจดีย์เพื่อเป็นที่ทำการสักการะบูชาพระเจดีย์ พร้อมทั้งก่อสร้างอาคารเก๋งจีนขนาดเล็กอยู่ทั้ง 4  มุม และมีกำแพงแก้วล้อมรอบ โดยสิ่งดังกล่าวนี้เจ้าพระยาวิเชียรคิรี (บุญสังข์) ทำขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯถวายโดยเสด็จพระราชกุศลเข้าในพระเจดีย์หลวง คิดเป็นเงิน 17 ชั่ง 3 บาท

การบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์องค์นี้ ดำเนินการแล้วเสร็จ เมื่อปีขาล อัฐศก จุลศักราช 1228 (พ.ศ. 2409) ซึ่งนักวิชาการตีความว่า การสร้างเจดีย์ทรงระฆัง อันเป็นรูปแบบตามพระราชนิยมนี้ เป็นการ “ประกาศพระราชอาณาเขต” ในฐานะ “พระเจ้ากรุงสยาม” และเป็นการผนึก “เมืองสงขลา” เข้ากับ “เมืองบางกอก” อย่างเป็นทางการ ซึ่งในรัชกาลของพระองค์ท่าน  มีการสร้างเจดีย์รูปทรงนี้ ไว้บนภูเขาที่เป้ฯ “จุดหมายตา” ของนักเดินเรือ เอาไว้หายแห่ง

เมื่อ พ.ศ.2427 จอมพล สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จฯ เขาตังกวน และทรงบันทึกถึงเรื่องพระเจดีย์บนเขาตังกวนรวมทั้งสถานที่สำคัญต่างๆของเมืองสงขลาไว้

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสแหลมมลายูถึงเมืองสงขลา เมื่อวันอังคาร เดือน 9 แรม 13 ค่ำ (ตรงกับวันอังคารที่ 4 เดือนกันยายน พ.ศ.2431) เวลาเช้าเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปนมัสการพระเจดีย์บนยอดเขาตังกวนทรงพระราชศรัทธาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ศาลาพระวิหารแดง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระราชดำริจะสร้างค้างอยู่ จนแล้วเสร็จในปีศก 108 (พ.ศ. 2432)

นอกจากนี้ยังได้ก่อสร้างบันไดนาคซึ่งเป็นบันไดที่สร้างขึ้นด้วยหินตั้งอยู่ระหว่างศาลาพระวิหารขึ้นสู่พระเจดีย์หลวงบนยอดเขาตังกวน รวมทั้งประภาคารก่ออิฐถือปูน โดยก่อสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2445 ดังปรากฏข้อความในหนังสือจดหมายระยะทางไปตรวจราชการแหลมมลายู ร.ศ.121 (พ.ศ. 2445) ซึ่งประภาคารดังกล่าวสร้างขึ้นเพื่อให้แสงไฟแสดงที่หมายในการนำเรือเข้าร่องน้ำ อ่าว เขตท่าเรือหรือเตือนอันตรายเวลาเดินเรือ ปัจจุบันประภาคารบนเขาตังกวนอยู่ในความดูแลของกองเครื่องหมายทางเรือ กรมอุทกศาสตร์

ในปี พ.ศ.2447 พระยาสุขุมนัยวินิต ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชขอพระราชทานกราบทูลสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภานุรังสีสว่างวงษ์ กรมพระภานุพันธุวงษ์วรเดช เสนาบดีกระทรวงกลาโหม เรื่องขอรับพระราชทานปืนทองเหลืองขนาดย่อม ๆ จำนวน ๒ กระบอก สำหรับไว้ยิงเป็นเครื่องสัญญาณบนยอดเขาพระเจดีย์ เมื่อวันที่ 4 เดือน มกราคม ร.ศ. 123 (พ.ศ. 2447) ซึ่งจะส่งสัญญาณเพื่อให้ประชาชนทั่วไปทราบในเวลาที่เรือเมล์หรือเรือราชการเข้าออก เพื่อความสะดวกทางการค้าและทางราชการ

ในการเฉลิมฉลองเมืองสงขลา 300 ปี ซึ่งจัดงานระหว่างวันที่ 20-27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 จังหวัดสงขลาได้ทาสีองค์พระเจดีย์และทาสีทองปลียอดพระเจดีย์หลวง ทำบันไดนาคจากเชิงเขาขึ้นตังกวน และเริ่มโครงการขอพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุเพื่อบรรจุ ณ พระเจดีย์หลวงบนเขาตังกวนนี้

ต่อมาเมื่อปี 2539 อันเป็นปีมหามงคลสมัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ครองราชย์ครบ 50 ปี นายภาณุ อุทัยรัตน์ นายอำเภอเมืองสงขลา ได้รวบรวมเงินบริจาคจากชาวสงขลาผู้มีจิตศรัทธา จำนวน 30,000 บาท ดำเนินการทาสีองค์พระเจดีย์หลวง ขณะเดียวกันสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๑๐ สงขลา ได้บูรณะพลับพลาที่ประทับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน

จากนั้นในระหว่างวันที่ 20-23 ธันวาคม พ.ศ.2539 นายบัญญัติ จันทร์เสนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากสำนักพระราชวังมาถึงจังหวัดสงขลา เพื่อทำพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในองค์พระเจดีย์หลวงเขาตังกวน โดยมี ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษเป็นประธาน

พระเจดีย์และพลับพลาที่ประทับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวบนเขาตังกวน (ศาลาวิหารแดง) ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติเป็นครั้งแรก ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2475  
 

ใครมีโอกาสได้ไปสงขลา อย่าลืมขึ้นไปชมความงามบนยอดเขาตังกวนแห่งนี้ และกราบพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย

Leave a comment