
สงครามจ่อลากยาว 9 เดือน อัษฎางค์ แฉ แผนลับเพนตากอน ปักหลักถล่ม IRGC
วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.50 น.
วันนี้ 23 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังระอุถึงขีดสุด ภายใต้หัวข้อ #อัษฎางค์ยมนาค #อ่านเกมอำนาจ โดยระบุว่าสงครามครั้งนี้อาจจะไม่จบลงง่าย ๆ และมีแนวโน้มลากยาวไปถึง 9 เดือน โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “สงครามจะลากยาวถึง 9 เดือน #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
ซาอุดีอาระเบียอนุญาตให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพอากาศคิงฟาฮัด (King Fahd) ในไทฟ์ (Taif) สำหรับปฏิบัติการต่ออิหร่าน เนื่องจากอยู่ห่างจากขีปนาวุธอิหร่านมากกว่า และเจดดาห์เป็นฮับโลจิสติกส์หลัก. UAE ส่งสัญญาณสนับสนุนสหรัฐฯ-อิสราเอลเช่นกัน แม้ก่อนหน้านี้ (ม.ค.-ก.พ.) จะปฏิเสธไม่ให้ใช้ดินแดนโจมตีเพื่อหลีกเลี่ยงการลากเข้าสงคราม แต่การอพยพเจ้าหน้าที่สหรัฐฯออกจากซาอุฯเมื่อ 9 มี.ค. ยังคงดำเนินเพื่อลดความเสี่ยง UAE ยืนยันพร้อมสำหรับสงครามยืดเยื้อยาวนานถึง 9 เดือน ท่ามกลางการโจมตีโครงสร้างพลังงานในอ่าวเปอร์เซียจากอิหร่าน
.jpg)
เพนตากอนเตรียมแผน CENTCOM สำหรับปฏิบัติการอย่างน้อย 100 วันหรือจนถึงก.ย. (ราว 6-9 เดือน) โดยขอเพิ่มกำลังข่าวกรองและงบประมาณ แม้ประเมินเริ่มต้น 4-6 สัปดาห์จะใกล้เสร็จ แต่ไม่มีกรอบเวลาชัดเจนเพื่อรับมือสถานการณ์ยืดเยื้อ
จากข้อมูลและบทวิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุดโดยผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงระดับโลก ทิศทางค่อนข้างชัดเจนว่า สงครามมีแนวโน้มสูงที่จะยืดเยื้อและมีความเสี่ยงบานปลายอย่างมีนัยสำคัญ นักวิเคราะห์และสถาบันระดับโลก (เช่น Middle East Eye, สถาบันวิเคราะห์ความมั่นคง, และผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง) ได้ประเมินสถานการณ์ไว้ดังนี้
นักวิเคราะห์มองว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ และอิสราเอลไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การโจมตีทางอากาศระยะสั้น แต่มีเป้าหมายเชิงลึกในการบั่นทอนโครงสร้างผู้นำและทำลายขีดความสามารถของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ซึ่งเป็นโครงข่ายขนาดใหญ่และทรงอิทธิพล การจะบรรลุเป้าหมายนี้จึงต้องใช้เวลาและแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง การที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ UAE ส่งสัญญาณเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่อาจลากยาวถึง 9 เดือน เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนว่าคนในพื้นที่เองก็ประเมินว่านี่จะไม่ใช่แค่ “ปฏิบัติการแบบสายฟ้าแลบ” การที่ซาอุดีอาระเบียยอมเปิดฐานทัพอากาศ “คิง ฟาฮัด” (King Fahd) ที่เมือง Taif ให้สหรัฐฯ ใช้งาน เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่สะท้อนว่าภัยคุกคามกำลังขยายตัว การย้ายฐานลอจิสติกส์ไปทางตะวันตก (ใกล้ทะเลแดงและเจดดาห์) มีจุดประสงค์เพื่อถอยร่นให้พ้นรัศมีขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน พร้อมรองรับกองกำลังภาคพื้นดินของสหรัฐฯ ที่กำลังเดินทางมาสมทบ
ความเสี่ยงบานปลายที่น่ากลัวที่สุดคือ “สงครามเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ” อิหร่านได้ประกาศเตือนอย่างชัดเจนว่า หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของตนถูกโจมตี อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีแหล่งพลังงานและโรงกลั่นน้ำทะเลของพันธมิตรสหรัฐฯ ในภูมิภาค (รวมถึงซาอุฯ และ UAE) ทันที

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
นักวิเคราะห์ทางการเงิน (เช่น จาก Goldman Sachs และบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน) กังวลถึง “Doomsday Scenario” ปัจจุบันความขัดแย้งทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และมีการคาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาอาจพุ่งไปถึง 150–200 ดอลลาร์ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า แม้สหรัฐฯ จะประสบความสำเร็จในแง่ยุทธวิธีทางทหารบางส่วน แต่ในภาพรวมระดับภูมิภาค สถานการณ์กำลัง “ควบคุมได้ยาก” และยังมองไม่เห็นฉากทัศน์ในการยุติสงครามที่เป็นไปได้จริงในระยะเวลาอันใกล้นี้”
หลังจากโพสต์ของ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระชื่อดัง ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วยความกังวลใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับปากท้องและสันติภาพของโลก เช่น
“น่าห่วงพวกเราตัวเองกันมากเลยครับ สงครามทำให้เดือดร้อนกันทั่วไลก แม้ประเทศเล็กๆ คนตัวเล็กตัวน้อยต้องนับผลสงครามทั้งสิ้น”
“อิร่านประกาศจะโจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก อ้าว แบบนี้สร้างความชอบธรรมให้อเมริกาบุกเลย เป็นภัยคุกคามตามที่อเมริกาหาเรื่องไปเองทีแรก”
“นโยบาย อเมรกุ้ยอะเกนครับ”
“ทุกอย่างก็พังพินาศ”
“มันก็มีรัสเซียได้ประโยชน์ ครับ”
“ไม่ชอบอเมริกาเลย สร้างปัญหาให้คนอื่นได้รับผลกระทบไปด้วย”
“ซาอุ ฯคิดสั้นแล้ว ตอนนี้ฉิบหายไม่พอ ว่างั้นเถอะ”
“ตัวทำลายล้างโลก”
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์