
24 มี.ค. 2569 09:13 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
ฟิลิปปินส์วิกฤติหนัก คนขับ “จี๊ปนีย์” จ่อเลิกอาชีพ หลังสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง
ผู้ใช้รถยนต์ในฟิลิปปินส์ แห่ต่อคิวตามสถานีบริการน้ำมัน ก่อนการปรับขึ้นราคาอีกระลอก จากผลกระทบสงครามที่ดันราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูง ขณะที่คนขับจี๊ปนีย์สู้ไม่ไหวจ่อเลิกอาชีพ
สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางไม่เพียงส่งผลต่อผู้ใช้รถทั่วไปในฟิลิปปินส์ ที่ต่างตื่นตระหนกกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น แต่ยังกระทบอย่างหนักต่อระบบขนส่งสาธารณะของประเทศ โดยเฉพาะผู้ให้บริการรถจี๊ปนีย์ รถโดยสารสาธารณะสีสันสดใสที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของฟิลิปปินส์ ที่เคยได้รับฉายา “ราชาแห่งท้องถนน” ของกรุงมะนิลา รวมทั้งยังเป็นเส้นเลือดหลักของแรงงานรายได้น้อย รวมถึงเป็นแหล่งทำมาหากินของคนขับหลายหมื่นราย
คนขับจี๊ปนีย์ซึ่งใช้เครื่องยนต์ดีเซล ระบุว่า ต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บางช่วงเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ได้กัดกินรายได้ของพวกเขาอย่างรุนแรง โดยหลายคนระบุว่ารายได้สุทธิลดลงกว่าครึ่ง และบางรายเหลือเพียงไม่กี่ร้อยเปโซต่อวัน
อย่างนายแซนดี โรโน คนขับวัย 34 ปี ซึ่งเป็นพ่อของลูก 3 คน เปิดเผยว่า หากราคาน้ำมันยังพุ่งสูงขึ้นต่อไป เขาอาจต้องยุติอาชีพนี้ และหางานใหม่เพราะเขาจะไม่เหลือรายได้เลย มีแต่ขาดทุน
ขณะเดียวกัน วิกฤตพลังงานครั้งนี้มีรากฐานจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก และทำให้อุปทานพลังงานตึงตัว จนราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ราคาน้ำมันดีเซลในฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบโดยตรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ค่าเงินที่อ่อนค่าลงยิ่งซ้ำเติมต้นทุนการนำเข้า ส่งผลให้ภาระตกอยู่กับผู้บริโภคและแรงงานภาคขนส่ง
เพื่อลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ รัฐบาลฟิลิปปินส์เริ่มออกมาตรการฉุกเฉินหลายด้าน ทั้งการพิจารณาอนุญาตใช้น้ำมันเกรดต่ำชั่วคราว การให้เงินอุดหนุนค่าเชื้อเพลิง รวมถึงการปรับรูปแบบการทำงาน เช่น การส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน หรือสัปดาห์ทำงาน 4 วัน เพื่อลดการใช้พลังงานโดยรวม
อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง คนขับจี๊ปนีย์จำนวนมากอาจไม่มีทางเลือกนอกจากเลิกอาชีพ ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบขนส่งสาธารณะ และซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาราคาพลังงาน แต่เป็นวิกฤตเศรษฐกิจฐานราก ที่กำลังกดดันแรงงานรายได้น้อยอย่างหนัก และอาจกลายเป็นความท้าทายระยะยาวของหลายประเทศในเอเชีย หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังไม่คลี่คลาย
ที่มา : AP