
ศาลคดีทุจริต ภ.4 ชี้ไม่มีอำนาจรับวินิจฉัย กกต. ปมบาร์โค้ด ส่งปธ.ศาลอุทธรณ์ตัดสิน
วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 4 สั่งจำหน่ายคดี ‘วีระศักดิ์’ ฟ้อง 8 กกต. ปมละเมิดการลงคะแนนลับ ฟ้องผิดศาล ส่งประธานศาลอุทธรณ์ชี้ขาดเขตอำนาจศาลรู้ผล 7 กรกฎาคมนี้
วันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค4 ศาลนัดฟังคำสั่งคดีหมายเลขดำ อท.41/2569ที่นายวีระศักดิ์ สายทอง ผู้สมัคร สส. เขต 10 ขอนแก่น พรรคประชาธิปัตย์ กับพวกรวม 2 คน ยื่นฟ้อง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง( ปธ.กกต.), และกรรมการการเลือกตั้งอีก 6คน ประกอบด้วยนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ นายฐิติเชฎฐ์ นุชนาฎ,นายชาย นครชัย ,นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ,นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ , นายณรงค์ รักร้อย และนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. เป็นจำเลยที่ 1-8 ตามลำดับในฐานผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบและ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.
กรณีการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์2569 ที่ผ่านมา ซึ่งบัตรเลือกตั้งมีการติด คิวอาร์โค้ด ทำให้ประชาชนจำนวนมากตั้งข้อสงสัยว่าอาจละเมิดหลัก “การลงคะแนนลับ” ตามกฎหมายเลือกตั้ง
ทั้งนี้ศาลตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยที่ 1 – 7 ในฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แต่ปรากฏตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 -7 เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 หมวด 12 องค์กรอิสระ ส่วนที่ 2 คณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” และพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” แต่เป็น “เจ้าพนักงานของรัฐ” จึงไม่ถือเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 “คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ” ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 “คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ” อันจะอยู่ในอำนาจของศาลนี้ที่จะพิจารณาพิพากษาตามมาตรา 7 แต่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามพรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 10
ศาลนี้จึงไม่มีอำนาจรับฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 1 -7ไว้พิจารณาพิพากษาตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคสอง (1) และพรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 5 และเมื่อศาลนี้ไม่มีอำนาจรับฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 1-7 และโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 8 ร่วมกับจำเลยที่ 1-7 กระทำความผิด จึงเป็นกรณีตามพรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 10 (3) ที่ทำให้ศาลนี้ไม่มีอำนาจรับฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 8 ไว้พิจารณาพิพากษาเช่นกันแม้มาตรา 23 จะบัญญัติโดยไม่ให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นราษฎรมีอำนาจยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ตาม แต่การที่จะตีความว่ากรรมการการเลือกตั้งเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาที่ผู้เสียหายสามารถฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จะทำให้เกิดความแตกต่างของเขตอำนาจศาลโดยขึ้นอยู่กับว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ใด ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ต้องการแยกเขตอำนาจศาลที่พิจารณาคดีอาญาทั่วไป ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกจากกัน โดยให้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นความผิดประเภทใดและจำเลยอยู่ในสถานะใด
นอกจากนี้ หากอัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ฟ้องคดี ก็จะถือว่ากรรมการการเลือกตั้งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐและเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความผิด สามารถลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 แต่หากผู้เสียหายฟ้องคดี กรรมการการเลือกตั้งจะอยู่ในฐานะเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น เนื่องจากไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามบทบัญญัติข้างต้น (เปรียบเทียบกับกรณีจำเลยเป็นเจ้าอาวาสซึ่งถือเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาแต่ไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ) เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความผิด ย่อมสามารถลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น ไม่อาจลงโทษตามพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ได้ ทั้งที่เป็นการกระทำอย่างเดียวกันและโดยบุคคลที่มีสถานะ และใช้อำนาจเดียวกัน อีกทั้งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระมักต้องใช้อำนาจที่มีผลกระทบทั่วราชอาณาจักร อาจทำให้ถูกฟ้องต่อศาลใดก็ได้ในราชอาณาจักร และอาจเกิดปัญหาเรื่องการฟ้องซ้ำระหว่างราษฎรด้วยกันในศาลชั้นต้น และระหว่างศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
กรณีมีปัญหาว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือไม่ จึงมีคำสั่งให้เสนอปัญหาต่อประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 11 และรอการพิจารณาไว้ก่อน กรณีไม่แน่ว่าประธานศาลอุทธรณ์จะมีคำวินิจฉัยเมื่อใด จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเป็นการชั่วคราว และให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่เมื่อประธานศาลอุทธรณ์ส่งคำวินิจฉัยกลับมา
โดยในชั้นนี้เห็นควรนัดฟังคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์และคำสั่งชั้นตรวจฟ้องของศาลนี้ วันที่ 7 กรกฎาคมนี้ เวลา 9.00 น.