สหรัฐฯ แบน “เราเตอร์ ” ผลิตต่างประเทศรุ่นใหม่ อ้างความเสี่ยงความมั่นคง

สหรัฐฯ แบน "เราเตอร์ " ผลิตต่างประเทศรุ่นใหม่ อ้างความเสี่ยงความมั่นคง

24 มี.ค. 2569 15:33 น.

สหรัฐฯ แบน “เราเตอร์ ” ผลิตต่างประเทศรุ่นใหม่ อ้างความเสี่ยงความมั่นคง

คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ประกาศสั่งห้ามนำเข้าและจำหน่าย “เราเตอร์อินเทอร์เน็ต” รุ่นใหม่ที่ผลิตในต่างประเทศ หลังพบหลักฐานการถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและจารกรรมข้อมูล พร้อมตั้งเงื่อนไขเข้มหากจะขายต้องเผยผู้ร่วมทุนและย้ายฐานการผลิตเข้าสหรัฐฯ

รัฐบาลสหรัฐฯ ยกระดับมาตรการความมั่นคงทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ โดยล่าสุดคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ได้เพิ่มรายชื่อ “เราเตอร์สำหรับผู้บริโภคที่ผลิตนอกสหรัฐฯ” ลงในบัญชีอุปกรณ์ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งส่งผลให้เราเตอร์รุ่นใหม่ๆ ที่ผลิตในต่างประเทศถูกแบนในลักษณะเดียวกับโดรนต่างชาติที่ถูกสั่งห้ามไปเมื่อปลายปีที่แล้ว

FCC ระบุว่า ที่ผ่านมากลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีได้ใช้ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในเราเตอร์ที่ผลิตในต่างประเทศ เพื่อโจมตีครัวเรือนชาวอเมริกัน รบกวนเครือข่าย ทำการจารกรรม และขโมยทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะเหตุการณ์ไซเบอร์โจมตีครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อรหัส “Volt, Flax และ Salt Typhoon” ในช่วงปี 2024-2025 ซึ่งมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ และถูกระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน

มาตรการนี้จะแบนเฉพาะเราเตอร์รุ่นใหม่ ส่วนผู้ที่มีเราเตอร์ที่ผลิตต่างประเทศอยู่เดิมยังสามารถใช้งานได้ปกติ แต่ “รุ่นใหม่” ที่จะเปิดตัวหลังจากนี้จะถูกสั่งห้ามนำเข้าและจำหน่ายจนกว่าจะได้รับอนุมัติ ส่วนบริษัทที่ผลิตนอกสหรัฐฯ ต้องยื่นขออนุมัติแบบมีเงื่อนไข โดยต้องเปิดเผยข้อมูลผู้ลงทุนต่างชาติทั้งหมด รวมถึงต้องมี “แผนการย้ายฐานการผลิตมายังสหรัฐฯ” อย่างชัดเจน

คำสั่งนี้รวมถึงเราเตอร์ที่ออกแบบในอเมริกาแต่จ้างผลิตในต่างประเทศ เช่น แบรนด์ Netgear รวมถึงแบรนด์ที่มียอดขายสูงสุดอย่าง TP-Link จากจีน

อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์บางชนิดอาจได้รับยกเว้นหากกระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิรับรองว่าปลอดภัย ขณะที่ในปัจจุบันอุปกรณ์เพียงไม่กี่ชนิดที่ผ่านเกณฑ์นี้คือเราเตอร์ Starlink ของบริษัท SpaceX ของนายอีลอน มัสก์ ซึ่งระบุว่าฐานการผลิตหลักตั้งอยู่ในรัฐเท็กซัส

ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงความพยายามของสหรัฐฯ ในการดึงห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีกลับสู่ประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานและวิถีชีวิตของประชาชนจากการโจมตีทางไซเบอร์ในอนาคต.

ที่มา BBC

Leave a comment